วันพุธ, ธันวาคม 08, 2010
แม้วรู้แกวอั๊กลี่อเมริกันใช้วิดิโอคอนเฟอเรนซ์แจงแทน
มารไม่มีบารมีไม่เกิด-ทักษิณ กำลังชั่งใจว่าจะเดินทางเข้าสหรัฐฯหรือไม่ เพราะรัฐบาลไทยต้องการจับตัวเขาไม่พอ ยังข่มขู่มายังครอบครัวเขาในเมืองไทยด้วย เพราะทนไม่ได้ที่จะไปให้การกรณีสังหารหมู่เสื้อแดง(ภาพ:AFP)
เทียบเชิญ-หนังสือ ที่สหรัฐฯเชิญอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไปให้การต่อกรรมาธิการในเรื่องรัฐบาลไทยปราบปรามประชนชนผู้ประท้วงเสื้อแดง เสียชีวิตจำนวนมากในเหตุการณ์ชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา (อ่านนคำแปลในข่าว)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ธันวาคม 2553
ทักษิณ'งดเข้าสหรัฐถูกบี้หนักหันใช้วิดีโอลิ้งค์ชี้แจงสลายเสื้อแดง
เวบไซต์หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคฝ่ายค้านนำเสนอข่าวว่า
"ทักษิณ" เริ่มไม่ชัวร์บินเข้าสหรัฐ ชี้แจงสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงตามคำเชิญของซีเอสซีอี หลังถูกฝ่ายคุมอำนาจตามไล่บี้กดดันอย่างหนัก อาจเปลี่ยนใจใช้วิดีโอลิ้งค์ชี้แจงแทน
โดยนำเสนอข่าว ว่า หลังออกมาเปิดเผยถึงกำหนดการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ 16 ธ.ค. นี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเดินทางไปตามคำเชิญของคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วม มือในยุโรป (ซีเอสซีอี) ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรอิสระ มีสมาชิกประกอบด้วย ส.ส. 9 คน ส.ว. 9 คน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. ที่ผ่านมา
"ทักษิณ" อาจใช้วิดีโอลิ้งค์ชี้แจงแทน
ล่า สุดมีรายงานข่าวแจ้งเข้ามาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ตัดสินใจไม่เดินทางไปสหรัฐตามคำเชิญแล้ว แม้จะได้รับคำยืนยันเรื่องการออกวีซ่าเข้าประเทศได้ ทั้งนี้ เพราะตั้งแต่ข่าวการเดินทางถูกเผยแพร่ออกไปได้เกิดแรงกดดันขึ้นอย่างมาก โดยเป็นแรงกดดันที่พุ่งตรงมาที่ครอบครัวที่ยังอยู่ในประเทศไทยที่ได้รับคำ เตือนว่า มีบางคนทนไม่ได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะไปพูดเรื่องการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในสหรัฐ เพราะจะทำให้ภาพพจน์ของฝ่ายคุมอำนาจเสียหาย ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องใช้วิธีวิดีโอลิ้งค์เข้าไปพูดในเวทีสัมมนาของซีเอสซีอีแทน ทั้งนี้ ยืนยันว่าการไม่เดินทางไปสหรัฐไม่ได้เป็นเพราะเกรงว่าจะถูกจับตัวส่งกลับไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
"นพดล" เชื่อรัฐบาลไทยล็อบบี้สหรัฐไม่ให้วีซ่า "ทักษิณ" เข้าประเทศ
โลกวันนี้ รายงาน อีกว่า "นพดล " ยอมรับสหรัฐฯ ยังไม่ออกวีซ่าเข้าประเทศให้ "ทักษิณ" เชื่อรัฐบาลไทยล็อบบี้เพื่อไม่ให้ออกวีซ่า พร้อมท้า "กษิต" เผชิญหน้า "ทักษิณ" ที่วอชิงตัน
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า จากการที่ตนให้สัมภาษณ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญของคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี) เพื่อไปให้การและพยานหลักฐานรายละเอียดในการไต่สวนเหตุการณ์การละเมิดสิทธิ มนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ในวันที่ 16 ธ.ค.ที่กรุงวอชิงตัน รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศมีอาการตื่นตูมกับมากพอสมควร ซึ่งได้มีการล็อบบี้ผู้บริหารระดับสูงเพื่อที่จะไม่ให้วีซ่าแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปชี้แจง คำถามที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือรัฐบาลปกปิดความจริงอะไรไว้ จึงไม่ต้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปเปิดเผยความจริง
นายนพดลกล่าวว่า ถึงแม้ในประเทศไทยรัฐบาลอาจจะควบคุมสื่อเอาไว้ได้ แต่ในต่างประเทศรัฐบาลไทยไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อย่างแน่นอน ในตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่มีวีซ่า แต่ได้ดำเนินการยื่นขอวีซ่าเอาไว้แล้วจากประเทศที่พำนักอยู่ในตอนนี้ จึงต้องรอดูว่าในวันที่ 16 ธันวาคมนี้จะได้รับวีซ่าหรือไม่ ส่วนประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีสถานะเป็นผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าจะให้วีซ่าหรือไม่ ทั้งนี้ ในจดหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับการเชิญนั้น ได้ระบุว่าอยากจะเห็นการเลือกตั้งที่เสรี และเป็นธรรมเกิดขึ้นในไม่ช้า
นาย นพดลกล่าวว่า การเชิญครั้งนี้ได้มีการเชิญคนจากฝั่งของรัฐบาลไทยด้วย เพราะฉะนั้นหากนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ต้องการที่จะทำการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ใช้โอกาสนี้ไปพบปะกันและชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
ยังไม่รู้เวทีชี้แจงเป็นแบบไหน
นาย นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยังไม่ทราบลักษณะงานที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณชี้แจงว่าจะเป็นการชี้แจงต่อสภาสหรัฐหรือว่าชี้แจงบนเวทีที่จัด ในโรงแรม สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่สถานที่แต่อยู่ที่เนื้อหาและตัวบุคคลที่รับฟัง เพราะสมาชิกของซีเอสซีอีประกอบด้วยบุคคลชั้นนำของสหรัฐ
หัวข้อถูกกำหนดไว้กว้างๆ
"ซี เอสซีอีไม่ใช่เอ็นจีโอหรือว่ากลุ่มนักวิชาการ แต่เป็นองค์กรระดับแนวหน้าของสหรัฐ ตามหนังสือเชิญไม่ได้กำหนดหัวข้อชัดเจน เพียงแต่ระบุกว้างๆว่าให้ไปให้ข้อมูลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ ไทย ทั้งจากการชุมนุมทางการเมืองและใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีอาจพูดถึงแผนสร้างความปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยว่ามีความเป็นไปได้จริงหรือไม่" นายนพดลกล่าวพร้อมยืนยันว่า ไม่มีการล็อบบี้ซีเอสซีอีเพื่อขอเข้าชี้แจง เพราะหากทำได้เช่นนั้นจริงองค์กรเขาจะเสื่อมเสียมาก
หนังสือเทียบเชิญของสหรัฐ แปลโดย คุณดวงจำปา จาก เวบไซต์ internetfreedom
23 พฤศจิกายน 2553
ทักษิณ ชิณวัตร
ในความดูแลของ แอนดรู เจ เดอร์โควิค
สำนักงานกฎหมาย แอมสเตอร์ดัม และ เพอร์รอฟ
ตึก โฮเมอร์
601 ถนนสิบสาม, ตะวันตกเฉียงเหนือ, ชั้นที่ 11 ทางใต้
กรุงวอชิงตัน, ดีซี 20005
เรียน คุณทักษิณ:
ใน ฐานะประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (คณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ), ข้าพเจ้าได้เขียนหนังสือเชื้อเชิญคุณ เพื่อ กล่าวคำให้การในการประชุมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์ทางการเมืองใน ประเทศไทย, ด้วยหัวข้อ "ประชาธิปไตย, ธรรมาภิบาล, และสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย," ในวันที่ 16 ธันวาคม คริสต์ศักราช 2010, เวลา 15:00 น. สถานที่การประชุมนั้นจะยืนยันให้ทราบในอีกครั้งในไม่ช้านี้.
ใน ฐานะที่เป็นพันธมิตรของความร่วมมือในภาคพื้นเอเซียกับองค์กรเกี่ยวกับความ มั่นคงและความร่วมมือในภาคพื้นยุโรป, ความคืบหน้าภายในประเทศไทย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปราบปรามผู้ประท้วงชุมนุมในกรุงเทพมหานครที่ เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้, เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อคณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ.
เมื่อไม่ นานมานี้, กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ส่งเรื่องยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ, โดยอ้างเหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, มีความผิดในเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างการปราบปราม.
ในการ ประชุมครั้งนี้, เราต้องการที่จะได้ยินมุมมองของท่านเกี่ยวกับสถานการณ์ของสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย, รวมไปถึงอิสรภาพของสื่อมวลชนและอิสรภาพต่อการแสดงความคิดเห็น, ความพยายามของทางฝ่ายรัฐบาลไทยที่จะผ่อนคลายสถานการณ์ที่ไม่สงบทางภาคใต้, และ ต้องให้ทางประเทศสหรัฐอเมริกาและนานาอารยะประเทศ, รวมไปถึงคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป, สามารถช่วยเหลือ แก้ไขสถานการณ์ทางสิทธิมนุษยชนและให้ความมั่นใจถึงเรื่อง กระบวนการเลือกที่เป็นเสรีภาพและยุติธรรม ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร.
เรา ขอร้องให้อธิบายรายงานของท่านเป็นเวลาประมาณ 7-10 นาที. ท่านสามารถเรียกร้องในการขอเวลามากกว่านี้ โดยการส่งเอกสาร เป็นลายลักษณ์อักษรและเนื้อหาสาระเพิ่มเติม ซึ่งท่านเห็นสมควร เพื่อการถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ.
คณะกรรมาธิการจะมีความยินดี เป็นอย่างมาก ถ้าท่านสามารถส่งเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ในรูปแบบของเป็นไฟล์ (ทางอีเมล์) ก่อนสิ้นสุดเวลาทำงานของทางการ ในวันอังคารที่ 14 ธันวาคม, เพื่อสำเนาจะได้ถูกส่งล่วงหน้าไปยังคณะกรรมาธิการ และ สำเนาอื่นๆ นั้น จะได้จัดพิมพ์ไว้กับทางสาธารณชนได้เห็นกันในการประชุมครั้งนี้.
ข้าพเจ้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ยินมุมมองของคุณในเรื่องสำคัญนี้และยินดีต้อนรับการมีส่วนร่วมของคุณใน การประชุมครั้งนี้. คุณแชลี่ แฮน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ จะเป็นผู้ประสานงานเตรียมพร้อมในการประชุมครั้งนี้.
กรุณาติดต่อ เธอได้ทุกเวลาที่ท่านต้องการโดยโทรศัพท์หมายเลข (202) 225-1901 หรือทางอีเมล์ ที่ Shelly.han@mail.house.gov ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม.
ขอแสดงความนับถือ
เบนจามิน ไอ คาร์ดิน, สมาชิกวุฒิสภาประเทศสหรัฐอเมริกา
ประธานคณะกรรมาธิการ
Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 12/08/2010 05:38:00 หลังเที่ยง Share on Facebook Links to this post
เบื้องหลังปูนใหญ่ขายทิ้งPTTCHโกย33,000ล้าน งานนี้มีแต่ได้กับได้ หลังยื้อหุ้นส่วนใหญ่ปตท.มานาน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ธันวาคม 2553
ปูน ซิเมนต์ไทยขายหุ้นPTTCHให้ไทย-ต่างชาติ โกยเงิน33,000ล้านบาท กำไรหลังหักภาษี8,800ล้านบาท วงการหุ้นคาดเบื้องหลังมาจากSCCแตกหักกับปตท.ที่ต้องการให้บริษัทลูกควบรวม กิจการกัน ซึ่งจะทำให้ปูนใหญ่เสียผลประโยชน์จากการถูกลดสัดส่วนถือครองหุ้นลงมา ส่งผลให้ดีลเมิร์ซกิจการล่าช้ามานาน2ปี และการเทขายช่วงนี้ก็ถือว่ากำไรงาม อาจนำเงินไปลงทุนในบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจคล้ายกันกับPTTCHแต่ไม่โดนหุ้นส่วน ใหญ่รายอื่นมาเป็นก้าง
สำนักข่าวBloomberg สำนักข่าวชั้นนำด้านการเงินการลงทุนของโลก รายงานว่า บริษัทปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นเจ้าของโดยผู้จัดการทรัพย์สินของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช ได้ ขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท ปตท.เคมิคอล(PTTCH)ออกมาวันนี้ 236 ล้านหุ้น หุ้นละ 140 บาท รวมเป็นเงิน 33,000 ล้านบาท และบันทึกเป็นกำไรสุทธิหลักหักภาษี 8,800 ล้านบาท
ส่วนสำนักข่าวCNBC ซึ่งเป็นสำนักข่าวชั้นนำด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของโลกอีกราย ได้รายงานว่า ปูนซิเมนต์ไทยซึ่งมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่อยู่ ราว30% ได้ขายหุ้นในPCCHTให้ทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศในการนี้
นาย กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า วันนี้ SCC ได้ทำการเสนอขายหุ้นสามัญเดิมที่ SCC ถืออยู่ในบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTCH) เป็นจำนวน 236,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 15.59 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ที่ราคา 140 บาทต่อหุ้นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในวงจำกัดแบบข้ามคืนผ่านตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Overnight Placement Transaction)
การทำ รายการดังกล่าวมีมูลค่ารายการรวมประมาณ 33,000 ล้านบาท โดย SCC จะมีกำไรสุทธิที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำหลังภาษีจากรายการดังกล่าวประมาณ 8,800 ล้านบาท และจะทำการบันทึกกำไรจากการขายดังกล่าวในไตรมาส 4 ของปี 2553 ทั้งนี้ SCC มีแผนที่จะนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการลงทุนต่างๆ ที่เป็นธุรกิจหลักของ SCC ทั้งในประเทศและในภูมิภาคต่อไป
สำหรับผู้ เข้าซื้อหุ้นจากSCCประกอบด้วย 1.บริษัทหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) 2.Merrill Lynch Far East Limited 3.UBS AG,Hong Kong Branch 4.Credit Suisse (Singapore) Limited
SCC ได้เข้าถือหุ้นในบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ (จำกัด) มหาชน (NPC) และบริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด (มหาชน)
(TOC) ในปี 2527 และปี 2532 ตามลำดับ ซึ่งต่อมาทั้งสองบริษัทได้จดทะเบียนควบรวมกิจการเป็น PTTCH
ในปลายปี 2548
SCC ประกอบธุรกิจหลัก 5 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจเคมิคอลส์ ธุรกิจกระดาษ ธุรกิจซีเมนต์ ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และธุรกิจจัดจำหน่าย ปัจจุบัน SCC มีนโยบายการจ่ายปันผลที่อัตราร้อยละ 40 - 50 จากกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติของงบการเงินรวมประจำปี
ภายหลัง การขายหุ้นครั้งนี้ SCC ยังคงถือหุ้น PTTCH อยู่จำนวน 66,999,927 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 4.42 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ PTTCH
เหตุผลเบื้องหลังที่ปูนใหญ่ขายทิ้ง
ปูน ซิเมนต์ไทยให้เหตุผลในการขายหุ้นครั้งนี้ว่า เนื่องจากบริษัทSCCเป็นผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจในการมีส่วนร่วมตัดสินใจ เกี่ยวกับ และนโยบาย และการบริหารงานในPTTC ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของSCC
ทั้งนี้SCCถือหุ้นใน PTTCHราว20% ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัดมหาชน-PTTถือหุ้นใหญ่ราว49% ที่ผ่านมาPTTต้องการให้PTTCHควบรวมกิจการกับบริษัทPTTAR ที่เป็นบริษัทในเครืออีกราย แต่แผนการได้ล่าช้ามานานกว่า 2 ปี เนื่องจากSCCไม่เห็นด้วย
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)วิเคราะห์ว่าที่SCCต้องขายPTTCHก็เพราะไม่เห็นด้วยกับแผนการควบรวม กิจการดังกล่าว และอาจไม่มีความใจเป็นในการซื้อเอทธิลีนจากPTTCHแล้ว หลังจากโรงงานใหม่ของเครือSCCที่ผลิตเอทธิลีนเช่นกันเดินเครื่องแล้ว
"แต่ เรายังสงสัยว่าSCCจะทำอย่างไรกับเงินสดส่วนเกินตั้ง50,000ล้านบาท หลังจากที่ได้เงินเพิ่มจากการขายหุ้นครั้งนี้"ฝ่ายวิจัยบัวหลวงกล่าว
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)วิเคราะห์ว่า สาเหตุการขายครั้งนี้อาจเป็นเพราะ
1) ราคาหุ้นปัจจุบันของ PTTCH ถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นได้ราคาค่อนข้างดี
2) อาจขายเพื่อนำเงินไปขยายการลงทุนธุรกิจปิโตรเคมีในเวียดนามหรืออาจซื้อหุ้นเพิ่มใน TPC
3) เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกลดสัดส่วนการถือหุ้น หาก PTTCH และ PTTAR ควบรวมกิจการกันจริง
**********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ฝรั่งสรรเสริญพระบารมี:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย
Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 12/08/2010 03:28:00 หลังเที่ยง Share on Facebook Links to this post
เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงคิกออฟแคมเปญคว่ำบาตรเศรษฐกิจ แบนสินค้าหนุนเผด็จการเริ่มต้นที่'มาม่า'
โดย เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง
8 ธันวาคม 2553
เครือ ข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุน ระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ
มี ธุรกิจที่สนับสนุนเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนต่างตอบแทนอยู่มากมาย ทำให้เผด็จการยังแข็งแกร่ง ร่วมพลังกันคว่ำบาตรเพื่อสั่นคลอนฐานรากเผด็จการ เริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ทำได้ง่ายๆเพียงแค่'หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน พร้อมกันทั่วไทยทั่วโลก' นับตั้งแต่วันนี้ ไปถึงวันที่ 8 มกราคม 2554 หรือจนกว่าเครือสหพัฒนพิบูลจะได้ตระหนักสำนึกถึงพลังของผู้บริโภคชาวไทยที่ เรียกร้องต้องการประชาธิปไตย ชิงชังระบอบปกครองเผด็จการ
เครือข่าย ผู้บริโภคสีแดงมีเป้าหมายที่จะรณรงค์แคมเปญนี้ขยายผลไปยังองค์กรธุรกิจอื่นๆ ที่ฝักใฝ่สนับสนุนระบอบเผด็จการ หรือได้ประโยชน์จากระบอบปกครองเผด็จการในระยะต่อไปเมื่อสิ้นสุดแคมเปญคว่ำ บาตรต่อมาม่าในระยะเวลา 1 เดือน
เหตุที่มาม่าตกเป็นเป้าหมายการเริ่ม ต้นรณรงค์นี้ก็เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคยอดนิยม และจะแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยได้ อย่างกว้างขวางที่สุด และทุกคนสามารถเข้าร่วมการรณรงค์ได้ทันที เพียงแต่หยุดซื้อ หยุดบริโภคพร้อมๆกันทั่วไทยและทั่วโลก
ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นของบริษัท ไทยเพสซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือของสหพัฒนพิบูล ซึ่ง ผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากระบอบเผด็จการ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่กลุ่มพันธมิตรในการโค่นล้มรัฐบาลจากการ เลือกตั้งของประชาชนไทย มีบทบาทสำคัญในสภาหอการค้าไทยที่ออกมารณรงค์ขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน รวมทั้งยังออกหน้าออกตาในการสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ทั้งที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนไทยทั้งประเทศ เครือสหพัฒน์จึงต้องได้รับบทเรียนจากพลังผู้บริโภคชาวไทย หากไม่ตระหนักสำนึก ก็ต้องถูกคว่ำบาตรตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะ 1 เดือนของการรณรงค์นี้เท่านั้น
'เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงตั้งเป้าหมาย ว่าในระยะ 1 เดือน หากประชาชนชาวไทยร่วมกันอย่างจริงจังทุกคนทุกครัวเรือน น่าจะได้เห็นยอดขายของมาม่าตกลงมาอย่างชัดเจน และจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้เครือสหพัฒน์ และบรรดาองค์กรธุรกิจต่างๆที่เป็นมือไม้ให้เผด็จการต้องตระหนักสำนึกว่า พวกเขาควรวางตำแหน่งจุดยืนในทางการเมืองอย่างไรให้ถูกต้อง เราไม่ได้กดดันให้กลุ่มธุรกิจต้องมามีจุดยืนสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย แค่ให้พวกเขาหยุดการเป็นมือไม้เป็นสปอนเซอร์ให้พวกเผด็จการอย่างออกนอกหน้า หรือประกาศความเป็นกลางทางการเมืองก็นับว่าน่าพอใจกับการรณรงค์นี้ และเราหวังว่าท้ายที่สุดอำนาจของฝ่ายเผด็จการจะไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป หากขาดการเกื้อหนุนจากธุรกิจต่างๆ"เครือข่ายฯระบุ
เมื่อสิ้นปีที่ แล้วไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์มาม่ามียอดขาย8,482ล้านบาท และปีนี้เฉพาะ9เดือนแรกมียอดขาย6,629ล้านบาท กำไรสุทธิงวด9เดือนนี้1,028ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ15.52%
มาม่ามีส่วนแบ่งการตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ที่ 50% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น55% รองลงไปคือผลิตภัณฑ์ไวไว 26% ยำยำ 22% และอื่นๆ 2%
Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 12/08/2010 10:21:00 ก่อนเที่ยง Share on Facebook Links to this post
เปิดจดหมายกมธ.สหรัฐฯเชิญทักษิณให้การ
แปลโดย คุณดวงจำปา
ที่มา เวบไซต์ internetfreedom
23 พฤศจิกายน 2553
ทักษิณ ชิณวัตร
ในความดูแลของ แอนดรู เจ เดอร์โควิค
สำนักงานกฎหมาย แอมสเตอร์ดัม และ เพอร์รอฟ
ตึก โฮเมอร์
601 ถนนสิบสาม, ตะวันตกเฉียงเหนือ, ชั้นที่ 11 ทางใต้
กรุงวอชิงตัน, ดีซี 20005
เรียน คุณทักษิณ:
ใน ฐานะประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (คณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ), ข้าพเจ้าได้เขียนหนังสือเชื้อเชิญคุณ เพื่อ กล่าวคำให้การในการประชุมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์ทางการเมืองใน ประเทศไทย, ด้วยหัวข้อ "ประชาธิปไตย, ธรรมาภิบาล, และสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย," ในวันที่ 16 ธันวาคม คริสต์ศักราช 2010, เวลา 15:00 น. สถานที่การประชุมนั้นจะยืนยันให้ทราบในอีกครั้งในไม่ช้านี้.
ใน ฐานะที่เป็นพันธมิตรของความร่วมมือในภาคพื้นเอเซียกับองค์กรเกี่ยวกับความ มั่นคงและความร่วมมือในภาคพื้นยุโรป, ความคืบหน้าภายในประเทศไทย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปราบปรามผู้ประท้วงชุมนุมในกรุงเทพมหานครที่ เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้, เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อคณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ.
เมื่อไม่ นานมานี้, กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ส่งเรื่องยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ, โดยอ้างเหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, มีความผิดในเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างการปราบปราม.
ในการ ประชุมครั้งนี้, เราต้องการที่จะได้ยินมุมมองของท่านเกี่ยวกับสถานการณ์ของสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย, รวมไปถึงอิสรภาพของสื่อมวลชนและอิสรภาพต่อการแสดงความคิดเห็น, ความพยายามของทางฝ่ายรัฐบาลไทยที่จะผ่อนคลายสถานการณ์ที่ไม่สงบทางภาคใต้, และ ต้องให้ทางประเทศสหรัฐอเมริกาและนานาอารยะประเทศ, รวมไปถึงคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป, สามารถช่วยเหลือ แก้ไขสถานการณ์ทางสิทธิมนุษยชนและให้ความมั่นใจถึงเรื่อง กระบวนการเลือกที่เป็นเสรีภาพและยุติธรรม ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร.
เรา ขอร้องให้อธิบายรายงานของท่านเป็นเวลาประมาณ 7-10 นาที. ท่านสามารถเรียกร้องในการขอเวลามากกว่านี้ โดยการส่งเอกสาร เป็นลายลักษณ์อักษรและเนื้อหาสาระเพิ่มเติม ซึ่งท่านเห็นสมควร เพื่อการถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ.
คณะกรรมาธิการจะมีความยินดี เป็นอย่างมาก ถ้าท่านสามารถส่งเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ในรูปแบบของเป็นไฟล์ (ทางอีเมล์) ก่อนสิ้นสุดเวลาทำงานของทางการ ในวันอังคารที่ 14 ธันวาคม, เพื่อสำเนาจะได้ถูกส่งล่วงหน้าไปยังคณะกรรมาธิการ และ สำเนาอื่นๆ นั้น จะได้จัดพิมพ์ไว้กับทางสาธารณชนได้เห็นกันในการประชุมครั้งนี้.
ข้าพเจ้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ยินมุมมองของคุณในเรื่องสำคัญนี้และยินดีต้อนรับการมีส่วนร่วมของคุณใน การประชุมครั้งนี้. คุณแชลี่ แฮน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ จะเป็นผู้ประสานงานเตรียมพร้อมในการประชุมครั้งนี้.
กรุณาติดต่อ เธอได้ทุกเวลาที่ท่านต้องการโดยโทรศัพท์หมายเลข (202) 225-1901 หรือทางอีเมล์ ที่ Shelly.han@mail.house.gov ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม.
ขอแสดงความนับถือ
เบนจามิน ไอ คาร์ดิน, สมาชิกวุฒิสภาประเทศสหรัฐอเมริกา
ประธานคณะกรรมาธิการ
Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 12/08/2010 03:14:00 ก่อนเที่ยง Share on Facebook Links to this post


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น