'เด็กออทิสติก' ขอคืนพื้นที่ความจริงจากทหาร

จตุพร พรมพันธุ์ , นายการุณ โหสกุล , วิเชียร ขาวขำ , พรรคเพื่อไทย

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รายงานเอ็กซ์คลูซีฟจากรอยเตอร์: หลักฐานบ่งชี้ว่าทหารไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในความตายของพลเรือน

วันเสาร์, ธันวาคม 11, 2010

รายงานเอ็กซ์คลูซีฟจากรอยเตอร์: หลักฐานบ่งชี้ว่าทหารไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในความตายของพลเรือน

ภัควดี ไม่มีนามสกุล แปลจาก Jason Szep and Ambika Ahuja, “Exclusive: Probe reveals Thai troops' role in civilian deaths,” Reuters; http://www.reuters.com/article/idUSTRE6B90OR20101210?pageNumber=1
ที่มา ประชาไท
11 ธันวาคม 2553

กรุงเทพฯ (รอยเตอร์) – รอยเตอร์ได้เห็นเอกสารทางการไทยที่รั่วไหลออกมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า กองทัพไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารชีวิตพลเรือนระหว่างเกิดความไม่สงบทาง การเมืองในกรุงเทพฯ เมื่อกลางปีนี้ ถึงแม้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่ยอมรับก็ตาม

การสอบสวนเบื้องต้น ของรัฐต่อความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ได้ข้อสรุปว่า กองกำลังพิเศษของไทย ซึ่งวางกำลังอยู่บนรางรถไฟฟ้ายกระดับ ได้ยิงลงไปในบริเวณวัดที่มีผู้ประท้วงหลายพันคนเข้าไปหลบภัยในวันที่ 19 พฤษภาคม

การสอบสวนนี้พบว่า ประชาชน 3 ใน 6 คนที่ถูกยิงตายในวัดน่าจะเสียชีวิตจากกระสุนของกองทหาร ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับแถลงการณ์ของกองทัพไทย ซึ่งออกมาปฏิเสธว่าทหารไม่มีส่วนรับผิดชอบในการสังหารที่วัด

รายงาน นี้กล่าวว่า ยังไม่มีหลักฐานมากเพียงพอที่จะสรุปว่า ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายของประชาชนอีกสามคนในวัดนั้น แต่รายงานระบุว่า เหยื่อทั้งหกรายถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง

“มี ข้อเท็จจริง หลักฐานและปากคำพยานมากเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า การเสียชีวิต (ทั้งสามราย) เป็นผลมาจากปฏิบัติการของกองกำลังด้านความมั่นคงที่กำลังปฏิบัติหน้าที่” ผู้สอบสวนระบุไว้เช่นนี้ โดยแนะนำให้ตำรวจสืบสวนเกี่ยวกับการเสียชีวิตต่อไป

เมื่อ รอยเตอร์ตั้งคำถามเกี่ยวกับเอกสารที่รั่วไหลออกมานี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ได้ปฏิเสธว่าเอกสารนี้ไม่ใช่เอกสารจริง แต่กล่าวว่า การสอบสวนยังไม่สมบูรณ์และกำลังพยายามเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น

“ขั้นตอนต่อไปจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางศาล ดังนั้น เราจึงไม่ควรตื่นตูมไปกับข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์” เขากล่าว

ผล การสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษของไทย (ดีเอสไอ) น่าจะยิ่งกระตุ้นขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาลของ “คนเสื้อแดง” ที่ท้าทายความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งออกมากล่าวโทษเมื่อเดือนมิถุนายนว่า การเสียชีวิตในวัดเกิดจากกลุ่มคนติดอาวุธในหมู่ผู้ประท้วงด้วยกันเอง

วัด ปทุมวนาราม ซึ่งเป็นวัดพุทธศาสนา ถูกประกาศให้เป็น “เขตอภัยทาน” สำหรับผู้หญิง เด็ก คนชราและผู้พิการ ประชาชนหลายพันคนหนีเข้าไปหลบในวัดในวันที่ 19 พฤษภาคม เมื่อกองทัพใช้กำลังเข้าสลายผู้ประท้วงที่ยึดพื้นที่ในย่านการค้าใกล้เคียง

จากการสอบสวนของดีเอสไอ พยานหลายคนรายงานถึงสภาพปั่นป่วนนอกวัด เมื่อเสียงปืนดังรัวขึ้นและพลเรือนพากันหนีออกจากย่านช้อปปิ้ง

พยาน คนหนึ่งกล่าวว่า เขาเห็นทหารยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าด้านบน และยิงลงไปในเต๊นท์พยาบาลภายในบริเวณวัด ซึ่งพยาบาลอาสากำลังดูแลพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บ มีพยาบาลอาสาสองคนเสียชีวิต

มีประชาชนถูกฆ่าตาย 91 ราย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1,800 ราย ระหว่างเกิดความไม่สงบในเดือนเมษายนและพฤษภาคม อาคารกว่า 30 แห่งถูกไฟไหม้ นี่เป็นความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ช่างภาพของรอยเตอร์น่าจะถูกทหารยิงเสียชีวิต

ดี เอสไอกำลังสอบสวนการตายทั้งหมด 89 รายที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลไทยยังไม่ยอมเปิดเผยผลการสอบสวนใด ๆ ต่อสาธารณะ แม้จะมีแรงกดดันจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนก็ตาม

ผลการสอบสวนที่ตกมาถึงรอย เตอร์มีอยู่ในรายงานสองฉบับของดีเอสไอ ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับการยิงที่วัดและอีกฉบับเกี่ยวกับการตายของช่างภาพรอย เตอร์ นายฮิโระ มุราโมโตะ ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน

มุราโมโตะ ชาวญี่ปุ่นวัย 43 ปีผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในโตเกียว ถูกสังหารด้วยกระสุนความเร็วสูงยิงเข้าที่หน้าอก ขณะกำลังทำข่าวการประท้วงในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ

รายงานอ้างพยาน คนหนึ่งซึ่งกล่าวว่า มุราโมโตะล้มลงพร้อมกับกระสุนที่ยิงมาจากทิศทางของทหาร รัฐบาลไทยยังไม่ยอมเปิดเผยรายงานเกี่ยวกับการตายของเขาต่อสาธารณะ ถึงแม้มีแรงกดดันทางการทูตจากญี่ปุ่นอย่างมาก

หัวหน้าบรรณาธิการของรอยเตอร์ นายเดวิด ชเลซิงเงอร์ เรียกร้องให้เผยแพร่รายงานฉบับเต็มต่อสาธารณะทันที

“รัฐบาล ไทยยังติดค้างครอบครัวของฮิโระ รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างไรและใครคือผู้รับผิดชอบ” ชเลซิงเงอร์กล่าวในแถลงการณ์

รายละเอียดของเหตุการณ์ที่ทหารยิงใส่ พลเรือนอาจกระพือความโกรธแค้นของประชาชน และกระตุ้นกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยได้รับเลือกตั้งถึงสองครั้งและปัจจุบันต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ทักษิณ ชินวัตรเรียกร้องให้นานาชาติเข้าไปสอบสวนความรุนแรงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม รวมทั้งความตายอันน่ากังขาในวัดด้วย

พยานคนหนึ่ง ซึ่งซ่อนอยู่ใต้รถยนต์ที่วัด ให้การว่า เขาถูกระดมยิงถึง 4 หรือ 5 ครั้งจากกลุ่มชายในชุดลายพราง ซึ่งยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้ายกระดับ

เขา ถูกยิงนัดหนึ่งและได้รับความช่วยเหลือจากพระสงฆ์รูปหนึ่ง การชันสูตรพลิกศพพบว่า กระสุนที่พบในศพ 4 รายจาก 6 รายในวัด เป็นลูกกระสุนชนิดเดียวกับที่ทหารบนรางรถไฟฟ้าให้การว่าใช้เป็นอาวุธ มีประชาชนได้รับบาดเจ็บที่วัดเป็นจำนวนที่ไม่ทราบแน่นอน

“ความลับของทางการ”

คำ ให้การของทหารที่อ้างในรายงานของดีเอสไอระบุว่า พวกเขายิงเตือนไปที่วัดและถูกยิงตอบโต้จากกลุ่มชายชุดดำที่อยู่ข้างล่างและ จากผู้มีอาวุธปืนอีกคนหนึ่งในวัด ทหารกล่าวว่า พวกเขายิงคุ้มกันให้กองทหารบนพื้นดิน ซึ่งร้องขอกำลังสนับสนุน

นายธา ริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ดีเอสไอได้สรุปผลการสอบสวนเบื้องต้นและส่งต่อผลการสอบสวนนี้ให้กรมตำรวจ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยเนื้อหาต่อสาธารณชน

“รายงานการสอบสวนนี้เป็น ประเด็นที่อ่อนไหวต่อการถกเถียงหรือการยืนยันความถูกต้อง” เขากล่าว “มันเป็นความลับของทางการ การยืนยันความถูกต้องของรายงานที่ส่งไปถึงกรมตำรวจอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของ ประชาชนที่มีรายชื่ออยู่ในนั้น”

เขาไม่ยืนยันหรือปฏิเสธความถูกต้อง ของเอกสารสองฉบับที่ตกมาถึงรอยเตอร์ แต่กล่าวว่า จากนี้ตำรวจจะสอบสวนคดีของประชาชนสามรายที่เชื่อว่าถูกทหารฆ่าตายในวัด รวมทั้งประชาชนคนอื่นอีกสามรายที่มีความเป็นไปได้ว่าถูกทหารยิงเสียชีวิต ซึ่งรวมถึงนายมุราโมโตะด้วย

ผลการสอบสวนของกรมตำรวจจะถูกส่งไปให้ดีเอสไอและสำนักงานอัยการ

ถ้า การสอบสวนพบว่าทหารมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพลเรือน ครอบครัวของผู้เสียชีวิตสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่รัฐบาลก็สามารถอ้างได้ว่า การยิงนั้นเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

(รายงานข่าวเพิ่มเติมโดย Andrew Marshall จากสิงคโปร์; บรรณาธิกรณ์โดย Andrew Marshall และ John Chalmers)

หมายเหตุผู้แปล: ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊กที่แนะนำข่าวนี้





ข่าวสด 12 เม.ย.53 ผลชันสูตรศพ เหยื่อปะทะ รวมถึงนายฮิโรยูริ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่นด้วย ซึ่งแพทย์ระบุว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกยิงด้วยปืนความเร็วสูง

ข่าวสด 12 เม.ย.53 ผลชันสูตรศพ เหยื่อปะทะ รวมถึงนายฮิโรยูริ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่นด้วย ซึ่งแพทย์ระบุว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกยิงด้วยปืนความเร็วสูง
http://www.khaosod.co.th/view_
newsonline.php?newsid=TVRJM01UQTJOVE13TkE9PQ%3D%3D
รอยเตอร์ 10 ธ.ค.เขียนรายงานเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค.โดยอ้างอิงจากเอกสารผลการสอบสวนที่หลุดออกมาที่ผลสรุปชี้ว่า ทหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมรวมถึงมูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ด้วย ถึงแม้ รบ.และจนท.รัฐจะไม่ยอมรับก็ตาม นายเดวิด หน.บก.รอยเตอร์ เรียกร้องให้ รบ.เผยแพร่รายงานฉบับเต็มให้สาธารณชนรับทราบอย่างเร่งด่วน (รูปที่ 4) http://www.reuters.com/article/idUSTRE6B90OR20101210?pageNumber=2 @ โชคดีมากที่คุณภควดี ซึ่งเป็นนักแปลอาชีพ ได้แปลข่าวของรอยเตอร์มาให้พวกเราได้อ่านค่ะ "รายงานเอ็กซ์คลูซีฟจากรอยเตอร์: หลักฐานบ่งชี้ว่าทหารไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในความตายของพลเรือน" กรุงเทพฯ (รอยเตอร์) – รอยเตอร์ได้เห็นเอกสารทางการไทยที่รั่วไหลออกมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า กองทัพไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารชีวิตพลเรือนระหว่างเกิดความไม่สงบทางการเมืองในกรุงเทพฯ เมื่อกลางปีนี้ ถึงแม้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่ยอมรับก็ตาม" คลิกอ่านที่นี่ค่ะ http://www.prachatai.com/journal/2010/12/32250 มติชน 11 ธ.ค.53 สำนักข่าวรอยเตอร์สได้เผยแพร่รายงานข่าวพิเศษที่ระบุว่า รายงานการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของพลเรือนระหว่างการชุมนุมฯ เมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา โดยทางการไทย พบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยอาจมีส่วนกับการเสียชีวิตดังกล่าวของพลเรือนบางส่วนโดยรอยเตอร์สอ้างว่าตนเองได้รับเอกสารการสอบสวนเบื้องต้นที่รั่วไหลออกมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งทำให้เห็นว่าทหารไทยอาจมีบทบาทสำคัญต่อเหตุเสียชีวิตของพลเรือนในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าวมากกว่าที่เจ้าหน้าที่เคยกล่าวยอมรับไว้ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1291989729&grpid=01&catid&subcatid มติชน 11 ธ.ค.53 นายกฯ ยอมรับข้อมูลสอบสลายแดงรั่วแต่บางส่วน แจงดีเอสไอ-ตร.ประสานสถานทูตญี่ปุ่นอยู่แล้ว นายอภิสิทธิ์ นายกฯ กล่าวถึงกรณีที่สื่อต่างประเทศตีแผ่ผลสอบเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.ระบุการเสียชีวิตของ ปชช. 6 ศพที่วัดปทุมฯ และการเสียชีวิตของนายมูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น สำนักข่าวรอยเตอร์ เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐว่ากรณีนายฮิโรยูกิ นั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และทางตำรวจให้ข้อมูลผ่านทางสถานทูตเป็นระยะๆ อยู่แล้ว เพราะทราบว่าเป็นที่สนใจ และต้องการเห็นความคืบหน้า http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1292065181&grpid=03&catid&subcatid ไทยรัฐ 11 ธ.ค.53 นพดลยันแม้วไป USA แจงเหตุชุมนุมแดง : พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไป ให้ข้อมูลเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.กับคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ในวันที่ 16 ธ.ค.ซึ่งจะใช้เวลาในการพูดไม่เกิน 10 นาที แต่ขอขยายเวลาได้ประมาณ 30 นาที อีกไม่เกิน 4 วัน ก็จะทราบแน่ชัดว่า จะสามารถเดินทางไปสหรัฐได้หรือไม่ http://www.thairath.co.th/content/pol/133399By: Nipaporn Freedom


 

วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

[New post] รัฐบาลผสม..'นรก'มีจริง! บทเรียน 2518 'มาร์ค'ไม่จำ?



From: ThaiUK Press <no-reply@wordpress.com>
Date: 2010/12/8
Subject: [New post] รัฐบาลผสม..'นรก'มีจริง! บทเรียน 2518 'มาร์ค'ไม่จำ?
To:

รัฐบาลผสม..'นรก'มีจริง! บทเรียน 2518 'มาร์ค'ไม่จำ?



<div桽

บทเรียนจากรัฐบาลผสมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และประโยคเด็ดๆของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ สะท้อนให้เห็นแล้วว่า...รัฐบาลผสมก็คือรัฐบาลโควต้าที่เต็มไปด้วยการบวก ลบ คูณ หาร "งบประมาณ" และ "ตำแหน่ง" ย่อมยากที่จะหา "เสถียรภาพทางการเมือง"

เกือบสองปีที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารของ "รัฐบาลผสม" โดยมีพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือ ประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาล คือ เพื่อแผ่นดิน กิจสังคม รวมชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนา และ ภูมิใจไทย

จึงไม่แปลกที่สองปีที่ผ่านมาการเมืองไทยจะมีกลิ่นอายของความ "ไร้เสถียรภาพ" อย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่ความก้าวหน้าที่ยังคงเดินวนอยู่ที่เดิมๆ

ทั้งๆ ที่ประเทศไทยควรก้าวข้ามตำแหน่ง "ประเทศกำลังพัฒนา" ไปสู่ "ประเทศพัฒนา"ไปนานแล้ว...แต่การบริหารราชการแผ่นดินที่ "เล่นพรรคเล่นพวก" ยึดตัวบุคคล...ไม่ได้ยึด "หลักการ" และ "ความถูกต้อง" เป็นปัญหาสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญ

เพราะคณะผู้บริหารประเทศถือว่าต้อง "ตอบแทนบุญคุณ" นักการเมืองที่ให้เสียงสนับสนุน แต่พวกเขาลืมนึกถึง "เสียงของประชาชน" ที่เลือกให้เป็นตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่ในสภา

ดังนั้น การเก็บเล็กผสมน้อยของจำนวนส.ส.ให้ได้ที่นั่งในสภาสูงกว่าคู่แข่งเพื่อแลก กับการเป็น "นายกรัฐมนตรี" และ "รัฐมนตรี" มันจึงเป็นเรื่องง่ายแต่ "บริหารจัดการยาก"

วันนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หรือ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ผู้จัดการรัฐบาล รู้อยู่เต็มอก หรือแม้แต่ประชาธิปัตย์ทั้งพรรคก็คงรู้ดีว่า...รัฐบาลผสมไม่ต่างอะไรกับ "หนามยอกอก"

สภาวการณ์บ้านเมืองของไทยในเวลานี้จึงไม่ต่างอะไรกับการเมืองไทยเมื่อ 35 ปีที่แล้ว
ปี 2518 ภายใต้การบริหารแผ่นดินของรัฐบาล "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช"

สถานการณ์การเมืองเวลานั้นนั้นวุ่นวายไม่ต่างกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ในเวลานี้!

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคแรก ในเมืองไทยชื่อ "พรรคก้าวหน้า"

และริเริ่มจัดตั้ง "พรรคกิจสังคม" ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2518

ผลการเลือกตั้งครั้งนั้น "พรรคประชาธิปัตย์" ได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจึงได้ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่สามารถเข้าบริหารประเทศได้เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้ความเห็นชอบ

"พรรคกิจสังคม" ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 18 คน โดยการนำของ "ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช" จึงได้จัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น และได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2518

เพียง 9 เดือนเศษ... ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้รับยกย่องให้เป็น ปราชญ์ของเมืองไทย และได้ตัดสินใจยุบสภายุติปัญหาในวันที่ 12 มกราคม 2519

เนื่องจากมีเหตุวุ่นวาย และการแย่งชิงตำแหน่ง และผลประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกันมาก รวมทั้งพยายามบีบคั้นรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา

หลังจากนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคกิจสังคมและได้ยุติบทบาททางการเมือง เลือกใช้ชีวิตสงบเงียบ ณ บ้านพักซอยสวนพลู กรุงเทพมหานคร

บางโอกาสจะออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยการให้สัมภาษณ์ หรือ โดยการเขียนบทความ ลงในคอลัมน์ "ซอยสวนพลู" หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

ครั้งหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เคยบอกว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมทำให้รู้ว่านรกมีจริง!

แต่ในปัจจุบันการเมืองไทยปี 2551 – ปี 2553 สังคมก็เริ่มรับรู้แล้วว่า "นรก" ที่ว่าของ "นักปราชญ์เมืองไทย" หน้าตาเป็นอย่างไร?

ต้นปี 2519 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่สังคมยอมรับว่า "เก่งขั้นเทพ" ยังยอมแพ้ประกาศยุบสภา...แต่วันนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นักการเมืองที่ได้รับฉายา "ผู้นำละอ่อน" คงปวดใจ!?!

แต่ยัง "ใจดีสู้เสือ"ต่อสู้เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ... อภิสิทธิ์ คือ นายกรัฐมนตรี...สุเทพ คือ รองนายกรัฐมนตรี

บทเรียนจากรัฐบาลผสมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และประโยคเด็ดๆของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ สะท้อนให้เห็นแล้วว่า...รัฐบาลผสมก็คือรัฐบาลโควต้าที่เต็มไปด้วยการบวก ลบ คูณ หาร "งบประมาณ" และ "ตำแหน่ง" ย่อมยากที่จะหา "เสถียรภาพทางการเมือง"

รัฐบาลผสมคือ "คณิตศาสตร์" ไม่ใช่ "รัฐศาสตร์" ทุกข้อตกลงทุกเงื่อนไขเต็มไปด้วย "โควต้า" และ "การต่อรอง" หรือพูดง่ายๆ คือ การแบ่งปันผลประโยชน์

 

Add a comment to this post


WordPress

WordPress.com | Thanks for flying with WordPress!
Manage Subscriptions | Unsubscribe | Publish text, photos, music, and videos by email using our Post by Email feature.

Trouble clicking? Copy and paste this URL into your browser: http://subscribe.wordpress.com




--




วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แม้วรู้แกวอั๊กลี่อเมริกันใช้วิดิโอคอนเฟอเรนซ์แจงแทน

วันพุธ, ธันวาคม 08, 2010

แม้วรู้แกวอั๊กลี่อเมริกันใช้วิดิโอคอนเฟอเรนซ์แจงแทน


มารไม่มีบารมีไม่เกิด-ทักษิณ กำลังชั่งใจว่าจะเดินทางเข้าสหรัฐฯหรือไม่ เพราะรัฐบาลไทยต้องการจับตัวเขาไม่พอ ยังข่มขู่มายังครอบครัวเขาในเมืองไทยด้วย เพราะทนไม่ได้ที่จะไปให้การกรณีสังหารหมู่เสื้อแดง(ภาพ:AFP)

เทียบเชิญ-หนังสือ ที่สหรัฐฯเชิญอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไปให้การต่อกรรมาธิการในเรื่องรัฐบาลไทยปราบปรามประชนชนผู้ประท้วงเสื้อแดง เสียชีวิตจำนวนมากในเหตุการณ์ชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา (อ่านนคำแปลในข่าว)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ธันวาคม 2553

ทักษิณ'งดเข้าสหรัฐถูกบี้หนักหันใช้วิดีโอลิ้งค์ชี้แจงสลายเสื้อแดง

เวบไซต์หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคฝ่ายค้านนำเสนอข่าวว่า

"ทักษิณ" เริ่มไม่ชัวร์บินเข้าสหรัฐ ชี้แจงสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงตามคำเชิญของซีเอสซีอี หลังถูกฝ่ายคุมอำนาจตามไล่บี้กดดันอย่างหนัก อาจเปลี่ยนใจใช้วิดีโอลิ้งค์ชี้แจงแทน


โดยนำเสนอข่าว ว่า หลังออกมาเปิดเผยถึงกำหนดการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ 16 ธ.ค. นี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเดินทางไปตามคำเชิญของคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วม มือในยุโรป (ซีเอสซีอี) ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรอิสระ มีสมาชิกประกอบด้วย ส.ส. 9 คน ส.ว. 9 คน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. ที่ผ่านมา

"ทักษิณ" อาจใช้วิดีโอลิ้งค์ชี้แจงแทน

ล่า สุดมีรายงานข่าวแจ้งเข้ามาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ตัดสินใจไม่เดินทางไปสหรัฐตามคำเชิญแล้ว แม้จะได้รับคำยืนยันเรื่องการออกวีซ่าเข้าประเทศได้ ทั้งนี้ เพราะตั้งแต่ข่าวการเดินทางถูกเผยแพร่ออกไปได้เกิดแรงกดดันขึ้นอย่างมาก โดยเป็นแรงกดดันที่พุ่งตรงมาที่ครอบครัวที่ยังอยู่ในประเทศไทยที่ได้รับคำ เตือนว่า มีบางคนทนไม่ได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะไปพูดเรื่องการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในสหรัฐ เพราะจะทำให้ภาพพจน์ของฝ่ายคุมอำนาจเสียหาย ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องใช้วิธีวิดีโอลิ้งค์เข้าไปพูดในเวทีสัมมนาของซีเอสซีอีแทน ทั้งนี้ ยืนยันว่าการไม่เดินทางไปสหรัฐไม่ได้เป็นเพราะเกรงว่าจะถูกจับตัวส่งกลับไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

"นพดล" เชื่อรัฐบาลไทยล็อบบี้สหรัฐไม่ให้วีซ่า "ทักษิณ" เข้าประเทศ

โลกวันนี้ รายงาน อีกว่า "นพดล " ยอมรับสหรัฐฯ ยังไม่ออกวีซ่าเข้าประเทศให้ "ทักษิณ" เชื่อรัฐบาลไทยล็อบบี้เพื่อไม่ให้ออกวีซ่า พร้อมท้า "กษิต" เผชิญหน้า "ทักษิณ" ที่วอชิงตัน

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า จากการที่ตนให้สัมภาษณ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญของคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี) เพื่อไปให้การและพยานหลักฐานรายละเอียดในการไต่สวนเหตุการณ์การละเมิดสิทธิ มนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ในวันที่ 16 ธ.ค.ที่กรุงวอชิงตัน รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศมีอาการตื่นตูมกับมากพอสมควร ซึ่งได้มีการล็อบบี้ผู้บริหารระดับสูงเพื่อที่จะไม่ให้วีซ่าแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปชี้แจง คำถามที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือรัฐบาลปกปิดความจริงอะไรไว้ จึงไม่ต้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปเปิดเผยความจริง

นายนพดลกล่าวว่า ถึงแม้ในประเทศไทยรัฐบาลอาจจะควบคุมสื่อเอาไว้ได้ แต่ในต่างประเทศรัฐบาลไทยไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อย่างแน่นอน ในตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่มีวีซ่า แต่ได้ดำเนินการยื่นขอวีซ่าเอาไว้แล้วจากประเทศที่พำนักอยู่ในตอนนี้ จึงต้องรอดูว่าในวันที่ 16 ธันวาคมนี้จะได้รับวีซ่าหรือไม่ ส่วนประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีสถานะเป็นผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าจะให้วีซ่าหรือไม่ ทั้งนี้ ในจดหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้รับการเชิญนั้น ได้ระบุว่าอยากจะเห็นการเลือกตั้งที่เสรี และเป็นธรรมเกิดขึ้นในไม่ช้า

นาย นพดลกล่าวว่า การเชิญครั้งนี้ได้มีการเชิญคนจากฝั่งของรัฐบาลไทยด้วย เพราะฉะนั้นหากนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ต้องการที่จะทำการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ใช้โอกาสนี้ไปพบปะกันและชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น


ยังไม่รู้เวทีชี้แจงเป็นแบบไหน

นาย นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยังไม่ทราบลักษณะงานที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณชี้แจงว่าจะเป็นการชี้แจงต่อสภาสหรัฐหรือว่าชี้แจงบนเวทีที่จัด ในโรงแรม สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่สถานที่แต่อยู่ที่เนื้อหาและตัวบุคคลที่รับฟัง เพราะสมาชิกของซีเอสซีอีประกอบด้วยบุคคลชั้นนำของสหรัฐ

หัวข้อถูกกำหนดไว้กว้างๆ

"ซี เอสซีอีไม่ใช่เอ็นจีโอหรือว่ากลุ่มนักวิชาการ แต่เป็นองค์กรระดับแนวหน้าของสหรัฐ ตามหนังสือเชิญไม่ได้กำหนดหัวข้อชัดเจน เพียงแต่ระบุกว้างๆว่าให้ไปให้ข้อมูลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ ไทย ทั้งจากการชุมนุมทางการเมืองและใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีอาจพูดถึงแผนสร้างความปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยว่ามีความเป็นไปได้จริงหรือไม่" นายนพดลกล่าวพร้อมยืนยันว่า ไม่มีการล็อบบี้ซีเอสซีอีเพื่อขอเข้าชี้แจง เพราะหากทำได้เช่นนั้นจริงองค์กรเขาจะเสื่อมเสียมาก


หนังสือเทียบเชิญของสหรัฐ แปลโดย คุณดวงจำปา จาก เวบไซต์ internetfreedom

23 พฤศจิกายน 2553

ทักษิณ ชิณวัตร
ในความดูแลของ แอนดรู เจ เดอร์โควิค
สำนักงานกฎหมาย แอมสเตอร์ดัม และ เพอร์รอฟ
ตึก โฮเมอร์
601 ถนนสิบสาม, ตะวันตกเฉียงเหนือ, ชั้นที่ 11 ทางใต้
กรุงวอชิงตัน, ดีซี 20005

เรียน คุณทักษิณ:

ใน ฐานะประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (คณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ), ข้าพเจ้าได้เขียนหนังสือเชื้อเชิญคุณ เพื่อ กล่าวคำให้การในการประชุมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์ทางการเมืองใน ประเทศไทย,​ ด้วยหัวข้อ "ประชาธิปไตย, ธรรมาภิบาล, และสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย," ในวันที่ 16 ธันวาคม คริสต์ศักราช 2010, เวลา 15:00 น. สถานที่การประชุมนั้นจะยืนยันให้ทราบในอีกครั้งในไม่ช้านี้.

ใน ฐานะที่เป็นพันธมิตรของความร่วมมือในภาคพื้นเอเซียกับองค์กรเกี่ยวกับความ มั่นคงและความร่วมมือในภาคพื้นยุโรป, ความคืบหน้าภายในประเทศไทย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปราบปรามผู้ประท้วงชุมนุมในกรุงเทพมหานครที่ เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้, เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อคณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ.

เมื่อไม่ นานมานี้, กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ส่งเรื่องยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ, โดยอ้างเหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, มีความผิดในเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างการปราบปราม.

ในการ ประชุมครั้งนี้, เราต้องการที่จะได้ยินมุมมองของท่านเกี่ยวกับสถานการณ์ของสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย, รวมไปถึงอิสรภาพของสื่อมวลชนและอิสรภาพต่อการแสดงความคิดเห็น, ความพยายามของทางฝ่ายรัฐบาลไทยที่จะผ่อนคลายสถานการณ์ที่ไม่สงบทางภาคใต้, และ ต้องให้ทางประเทศสหรัฐอเมริกาและนานาอารยะประเทศ, รวมไปถึงคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป, สามารถช่วยเหลือ แก้ไขสถานการณ์ทางสิทธิมนุษยชนและให้ความมั่นใจถึงเรื่อง กระบวนการเลือกที่เป็นเสรีภาพและยุติธรรม ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร.

เรา ขอร้องให้อธิบายรายงานของท่านเป็นเวลาประมาณ 7-10 นาที. ท่านสามารถเรียกร้องในการขอเวลามากกว่านี้ โดยการส่งเอกสาร เป็นลายลักษณ์อักษรและเนื้อหาสาระเพิ่มเติม ซึ่งท่านเห็นสมควร เพื่อการถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ.

คณะกรรมาธิการจะมีความยินดี เป็นอย่างมาก ถ้าท่านสามารถส่งเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ในรูปแบบของเป็นไฟล์ (ทางอีเมล์) ก่อนสิ้นสุดเวลาทำงานของทางการ ในวันอังคารที่ 14 ธันวาคม, เพื่อสำเนาจะได้ถูกส่งล่วงหน้าไปยังคณะกรรมาธิการ และ สำเนาอื่นๆ นั้น จะได้จัดพิมพ์ไว้กับทางสาธารณชนได้เห็นกันในการประชุมครั้งนี้.

ข้าพเจ้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ยินมุมมองของคุณในเรื่องสำคัญนี้และยินดีต้อนรับการมีส่วนร่วมของคุณใน การประชุมครั้งนี้. คุณแชลี่ แฮน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ จะเป็นผู้ประสานงานเตรียมพร้อมในการประชุมครั้งนี้.

กรุณาติดต่อ เธอได้ทุกเวลาที่ท่านต้องการโดยโทรศัพท์หมายเลข (202) 225-1901 หรือทางอีเมล์ ที่ Shelly.han@mail.house.gov ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม.

ขอแสดงความนับถือ


เบนจามิน ไอ คาร์ดิน, สมาชิกวุฒิสภาประเทศสหรัฐอเมริกา
ประธานคณะกรรมาธิการ

เบื้องหลังปูนใหญ่ขายทิ้งPTTCHโกย33,000ล้าน งานนี้มีแต่ได้กับได้ หลังยื้อหุ้นส่วนใหญ่ปตท.มานาน



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ธันวาคม 2553

ปูน ซิเมนต์ไทยขายหุ้นPTTCHให้ไทย-ต่างชาติ โกยเงิน33,000ล้านบาท กำไรหลังหักภาษี8,800ล้านบาท วงการหุ้นคาดเบื้องหลังมาจากSCCแตกหักกับปตท.ที่ต้องการให้บริษัทลูกควบรวม กิจการกัน ซึ่งจะทำให้ปูนใหญ่เสียผลประโยชน์จากการถูกลดสัดส่วนถือครองหุ้นลงมา ส่งผลให้ดีลเมิร์ซกิจการล่าช้ามานาน2ปี และการเทขายช่วงนี้ก็ถือว่ากำไรงาม อาจนำเงินไปลงทุนในบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจคล้ายกันกับPTTCHแต่ไม่โดนหุ้นส่วน ใหญ่รายอื่นมาเป็นก้าง

สำนักข่าวBloomberg สำนักข่าวชั้นนำด้านการเงินการลงทุนของโลก รายงานว่า บริษัทปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นเจ้าของโดยผู้จัดการทรัพย์สินของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช ได้ ขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท ปตท.เคมิคอล(PTTCH)ออกมาวันนี้ 236 ล้านหุ้น หุ้นละ 140 บาท รวมเป็นเงิน 33,000 ล้านบาท และบันทึกเป็นกำไรสุทธิหลักหักภาษี 8,800 ล้านบาท

ส่วนสำนักข่าวCNBC ซึ่งเป็นสำนักข่าวชั้นนำด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของโลกอีกราย ได้รายงานว่า ปูนซิเมนต์ไทยซึ่งมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่อยู่ ราว30% ได้ขายหุ้นในPCCHTให้ทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศในการนี้

นาย กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า วันนี้ SCC ได้ทำการเสนอขายหุ้นสามัญเดิมที่ SCC ถืออยู่ในบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTCH) เป็นจำนวน 236,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 15.59 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ที่ราคา 140 บาทต่อหุ้นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในวงจำกัดแบบข้ามคืนผ่านตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Overnight Placement Transaction)

การทำ รายการดังกล่าวมีมูลค่ารายการรวมประมาณ 33,000 ล้านบาท โดย SCC จะมีกำไรสุทธิที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำหลังภาษีจากรายการดังกล่าวประมาณ 8,800 ล้านบาท และจะทำการบันทึกกำไรจากการขายดังกล่าวในไตรมาส 4 ของปี 2553 ทั้งนี้ SCC มีแผนที่จะนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการลงทุนต่างๆ ที่เป็นธุรกิจหลักของ SCC ทั้งในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

สำหรับผู้ เข้าซื้อหุ้นจากSCCประกอบด้วย 1.บริษัทหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) 2.Merrill Lynch Far East Limited 3.UBS AG,Hong Kong Branch 4.Credit Suisse (Singapore) Limited

SCC ได้เข้าถือหุ้นในบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ (จำกัด) มหาชน (NPC) และบริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด (มหาชน)
(TOC) ในปี 2527 และปี 2532 ตามลำดับ ซึ่งต่อมาทั้งสองบริษัทได้จดทะเบียนควบรวมกิจการเป็น PTTCH
ในปลายปี 2548

SCC ประกอบธุรกิจหลัก 5 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจเคมิคอลส์ ธุรกิจกระดาษ ธุรกิจซีเมนต์ ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และธุรกิจจัดจำหน่าย ปัจจุบัน SCC มีนโยบายการจ่ายปันผลที่อัตราร้อยละ 40 - 50 จากกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติของงบการเงินรวมประจำปี

ภายหลัง การขายหุ้นครั้งนี้ SCC ยังคงถือหุ้น PTTCH อยู่จำนวน 66,999,927 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 4.42 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ PTTCH

เหตุผลเบื้องหลังที่ปูนใหญ่ขายทิ้ง

ปูน ซิเมนต์ไทยให้เหตุผลในการขายหุ้นครั้งนี้ว่า เนื่องจากบริษัทSCCเป็นผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจในการมีส่วนร่วมตัดสินใจ เกี่ยวกับ และนโยบาย และการบริหารงานในPTTC ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของSCC

ทั้งนี้SCCถือหุ้นใน PTTCHราว20% ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัดมหาชน-PTTถือหุ้นใหญ่ราว49% ที่ผ่านมาPTTต้องการให้PTTCHควบรวมกิจการกับบริษัทPTTAR ที่เป็นบริษัทในเครืออีกราย แต่แผนการได้ล่าช้ามานานกว่า 2 ปี เนื่องจากSCCไม่เห็นด้วย

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)วิเคราะห์ว่าที่SCCต้องขายPTTCHก็เพราะไม่เห็นด้วยกับแผนการควบรวม กิจการดังกล่าว และอาจไม่มีความใจเป็นในการซื้อเอทธิลีนจากPTTCHแล้ว หลังจากโรงงานใหม่ของเครือSCCที่ผลิตเอทธิลีนเช่นกันเดินเครื่องแล้ว

"แต่ เรายังสงสัยว่าSCCจะทำอย่างไรกับเงินสดส่วนเกินตั้ง50,000ล้านบาท หลังจากที่ได้เงินเพิ่มจากการขายหุ้นครั้งนี้"ฝ่ายวิจัยบัวหลวงกล่าว

ส่วนบริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)วิเคราะห์ว่า สาเหตุการขายครั้งนี้อาจเป็นเพราะ

1) ราคาหุ้นปัจจุบันของ PTTCH ถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นได้ราคาค่อนข้างดี

2) อาจขายเพื่อนำเงินไปขยายการลงทุนธุรกิจปิโตรเคมีในเวียดนามหรืออาจซื้อหุ้นเพิ่มใน TPC

3) เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกลดสัดส่วนการถือหุ้น หาก PTTCH และ PTTAR ควบรวมกิจการกันจริง

**********

ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ฝรั่งสรรเสริญพระบารมี:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงคิกออฟแคมเปญคว่ำบาตรเศรษฐกิจ แบนสินค้าหนุนเผด็จการเริ่มต้นที่'มาม่า'


โดย เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง
8 ธันวาคม 2553

เครือ ข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุน ระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ

มี ธุรกิจที่สนับสนุนเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนต่างตอบแทนอยู่มากมาย ทำให้เผด็จการยังแข็งแกร่ง ร่วมพลังกันคว่ำบาตรเพื่อสั่นคลอนฐานรากเผด็จการ เริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ทำได้ง่ายๆเพียงแค่'หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน พร้อมกันทั่วไทยทั่วโลก' นับตั้งแต่วันนี้ ไปถึงวันที่ 8 มกราคม 2554 หรือจนกว่าเครือสหพัฒนพิบูลจะได้ตระหนักสำนึกถึงพลังของผู้บริโภคชาวไทยที่ เรียกร้องต้องการประชาธิปไตย ชิงชังระบอบปกครองเผด็จการ

เครือข่าย ผู้บริโภคสีแดงมีเป้าหมายที่จะรณรงค์แคมเปญนี้ขยายผลไปยังองค์กรธุรกิจอื่นๆ ที่ฝักใฝ่สนับสนุนระบอบเผด็จการ หรือได้ประโยชน์จากระบอบปกครองเผด็จการในระยะต่อไปเมื่อสิ้นสุดแคมเปญคว่ำ บาตรต่อมาม่าในระยะเวลา 1 เดือน

เหตุที่มาม่าตกเป็นเป้าหมายการเริ่ม ต้นรณรงค์นี้ก็เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคยอดนิยม และจะแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยได้ อย่างกว้างขวางที่สุด และทุกคนสามารถเข้าร่วมการรณรงค์ได้ทันที เพียงแต่หยุดซื้อ หยุดบริโภคพร้อมๆกันทั่วไทยและทั่วโลก


ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นของบริษัท ไทยเพสซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือของสหพัฒนพิบูล ซึ่ง ผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากระบอบเผด็จการ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่กลุ่มพันธมิตรในการโค่นล้มรัฐบาลจากการ เลือกตั้งของประชาชนไทย มีบทบาทสำคัญในสภาหอการค้าไทยที่ออกมารณรงค์ขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน รวมทั้งยังออกหน้าออกตาในการสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ทั้งที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนไทยทั้งประเทศ เครือสหพัฒน์จึงต้องได้รับบทเรียนจากพลังผู้บริโภคชาวไทย หากไม่ตระหนักสำนึก ก็ต้องถูกคว่ำบาตรตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะ 1 เดือนของการรณรงค์นี้เท่านั้น

'เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงตั้งเป้าหมาย ว่าในระยะ 1 เดือน หากประชาชนชาวไทยร่วมกันอย่างจริงจังทุกคนทุกครัวเรือน น่าจะได้เห็นยอดขายของมาม่าตกลงมาอย่างชัดเจน และจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้เครือสหพัฒน์ และบรรดาองค์กรธุรกิจต่างๆที่เป็นมือไม้ให้เผด็จการต้องตระหนักสำนึกว่า พวกเขาควรวางตำแหน่งจุดยืนในทางการเมืองอย่างไรให้ถูกต้อง เราไม่ได้กดดันให้กลุ่มธุรกิจต้องมามีจุดยืนสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย แค่ให้พวกเขาหยุดการเป็นมือไม้เป็นสปอนเซอร์ให้พวกเผด็จการอย่างออกนอกหน้า หรือประกาศความเป็นกลางทางการเมืองก็นับว่าน่าพอใจกับการรณรงค์นี้ และเราหวังว่าท้ายที่สุดอำนาจของฝ่ายเผด็จการจะไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป หากขาดการเกื้อหนุนจากธุรกิจต่างๆ"เครือข่ายฯระบุ

เมื่อสิ้นปีที่ แล้วไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์มาม่ามียอดขาย8,482ล้านบาท และปีนี้เฉพาะ9เดือนแรกมียอดขาย6,629ล้านบาท กำไรสุทธิงวด9เดือนนี้1,028ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ15.52%

มาม่ามีส่วนแบ่งการตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ที่ 50% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น55% รองลงไปคือผลิตภัณฑ์ไวไว 26% ยำยำ 22% และอื่นๆ 2%

เปิดจดหมายกมธ.สหรัฐฯเชิญทักษิณให้การ


แปลโดย คุณดวงจำปา
ที่มา เวบไซต์ internetfreedom

23 พฤศจิกายน 2553

ทักษิณ ชิณวัตร
ในความดูแลของ แอนดรู เจ เดอร์โควิค
สำนักงานกฎหมาย แอมสเตอร์ดัม และ เพอร์รอฟ
ตึก โฮเมอร์
601 ถนนสิบสาม, ตะวันตกเฉียงเหนือ, ชั้นที่ 11 ทางใต้
กรุงวอชิงตัน, ดีซี 20005

เรียน คุณทักษิณ:

ใน ฐานะประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (คณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ), ข้าพเจ้าได้เขียนหนังสือเชื้อเชิญคุณ เพื่อ กล่าวคำให้การในการประชุมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์ทางการเมืองใน ประเทศไทย,​ ด้วยหัวข้อ "ประชาธิปไตย, ธรรมาภิบาล, และสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย," ในวันที่ 16 ธันวาคม คริสต์ศักราช 2010, เวลา 15:00 น. สถานที่การประชุมนั้นจะยืนยันให้ทราบในอีกครั้งในไม่ช้านี้.

ใน ฐานะที่เป็นพันธมิตรของความร่วมมือในภาคพื้นเอเซียกับองค์กรเกี่ยวกับความ มั่นคงและความร่วมมือในภาคพื้นยุโรป, ความคืบหน้าภายในประเทศไทย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปราบปรามผู้ประท้วงชุมนุมในกรุงเทพมหานครที่ เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้, เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อคณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ.

เมื่อไม่ นานมานี้, กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ส่งเรื่องยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ, โดยอ้างเหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, มีความผิดในเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างการปราบปราม.

ในการ ประชุมครั้งนี้, เราต้องการที่จะได้ยินมุมมองของท่านเกี่ยวกับสถานการณ์ของสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย, รวมไปถึงอิสรภาพของสื่อมวลชนและอิสรภาพต่อการแสดงความคิดเห็น, ความพยายามของทางฝ่ายรัฐบาลไทยที่จะผ่อนคลายสถานการณ์ที่ไม่สงบทางภาคใต้, และ ต้องให้ทางประเทศสหรัฐอเมริกาและนานาอารยะประเทศ, รวมไปถึงคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป, สามารถช่วยเหลือ แก้ไขสถานการณ์ทางสิทธิมนุษยชนและให้ความมั่นใจถึงเรื่อง กระบวนการเลือกที่เป็นเสรีภาพและยุติธรรม ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร.

เรา ขอร้องให้อธิบายรายงานของท่านเป็นเวลาประมาณ 7-10 นาที. ท่านสามารถเรียกร้องในการขอเวลามากกว่านี้ โดยการส่งเอกสาร เป็นลายลักษณ์อักษรและเนื้อหาสาระเพิ่มเติม ซึ่งท่านเห็นสมควร เพื่อการถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ.

คณะกรรมาธิการจะมีความยินดี เป็นอย่างมาก ถ้าท่านสามารถส่งเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ในรูปแบบของเป็นไฟล์ (ทางอีเมล์) ก่อนสิ้นสุดเวลาทำงานของทางการ ในวันอังคารที่ 14 ธันวาคม, เพื่อสำเนาจะได้ถูกส่งล่วงหน้าไปยังคณะกรรมาธิการ และ สำเนาอื่นๆ นั้น จะได้จัดพิมพ์ไว้กับทางสาธารณชนได้เห็นกันในการประชุมครั้งนี้.

ข้าพเจ้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ยินมุมมองของคุณในเรื่องสำคัญนี้และยินดีต้อนรับการมีส่วนร่วมของคุณใน การประชุมครั้งนี้. คุณแชลี่ แฮน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ จะเป็นผู้ประสานงานเตรียมพร้อมในการประชุมครั้งนี้.

กรุณาติดต่อ เธอได้ทุกเวลาที่ท่านต้องการโดยโทรศัพท์หมายเลข (202) 225-1901 หรือทางอีเมล์ ที่ Shelly.han@mail.house.gov ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม.

ขอแสดงความนับถือ


เบนจามิน ไอ คาร์ดิน, สมาชิกวุฒิสภาประเทศสหรัฐอเมริกา
ประธานคณะกรรมาธิการ





วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

RED กิโยติน

Kpichian | October 20, 2010

กิโยติน ถ้าบล็อกอีก ผมจะบอกมันแทงใจพวกคุณ จนยอมรับไม่ได้ หัดเปิดใจให้กว้าง ยอมรับความจริง แล้วคุณจะรู้ว่า คลิปนี้ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย เพราะความจริงที่มันปรากฏอยู่ จึงมีคลิปนี้

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

: [New post] เตือนความจำ กับ ความระยำ ของวงศ์วาน ของ กะสัตว์ไทย





เตือนความจำ กับ ความระยำ ของวงศ์วาน ของ กะสัตว์ไทย

horriblethailand | October 6, 2010 at 3:17 pm | Tags: 6 ตุลา | Categories: Horriblethailand....!!! | URL: http://wp.me/pOcxY-1Kb

ภาพและเนื้อหา โดยยุทธการลงทัณฑ์นักล่าแม่มด

หนังสือพิพม์ดาวสยาม ตีพิมพ์พระราชดำรัสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมารทรงมีกับกลุ่มลูกเสือชาวบ้านในช่วงเย็นวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ความว่า

ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนยิ้มแย้มและใจเย็นๆ ไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ แต่ต้องค่อยแก้ค่อยไป บ้านเมืองตอนนี้กำลังต้องการความสามัคคีและกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สำคัญ ฉะนั้นขอให้ทุกคนสลายตัวเสีย ถือว่าให้ของขวัญกับข้าพเจ้า ท่านเหนื่อยกันมามากแล้ว ขอให้กลับไปหลับนอนเสียให้สบาย ทุกคนโปรดทราบว่า สองล้นเกล้าฯทรงเป็นห่วง ไม่มีอะไรที่สองล้นเกล้าฯจะเสียใจเท่ากับพวกเราฆ่ากันเอง ขอให้ทุกคนโชคดี

น่าสังเกตว่า ขณะนั้น เหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์สิ้นสุดลงแล้วหลายชั่วโมง และความรุนแรงที่ตำรวจ ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มพลังฝ่ายขวาอื่นๆกระทำต่อนักศึกษาที่นั่น ได้เป็นที่รู้กันแล้ว (หนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายทุกฉบับได้พาดหัว และรายงานข่าวแล้ว) ไม่ปรากฏว่าทรงมีพระราชดำรัสถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด..

เสี่ย โอ ไปให้กำลังใจลูกเสือชาวบ้าน (กลุ่มที่คล้ายๆ กับ พวกพันธมิตรฯ) ที่เพิ่ง ฆ่านักศึกษาเสร็จ

ตอนเย็นวันที่ 6 หลังจากลูกเสือชาวบ้านซึ่งได้ชุมนุมบริเวณพระบรมรูปทรงม้าตั้งแต่เช้าเพื่อประนามนักศึกษาและผู้ที่พวกเขามองว่าสนับสนุนนักศึกษาในการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พากันเคลื่อนขบวนบุกเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาลแล้ว(1)

***ในหลวงทรงรับสั่งให้ ธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพและผู้นำประชาธิปัตย์ปีกขวาเข้าเฝ้า ทรงแสดงความห่วงใยที่ลูกเสือชาวบ้านเหล่านั้นจะได้รับความลำบากเรื่องที่พักและอาหาร***

หลังจากนั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาพบลูกเสือเชาวบ้านที่ทำเนียบรัฐบาล ดังที่ ดาวสยาม รายงาน ดังนี้
โปรดเกล้าฯให้ธรรมนูญเฝ้าฯ

เมื่อเวลา 17.00 น.ของวันที่ 6 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับสั่งเรียกนายธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าการกรุงเทพมหานครเข้าเฝ้าฯ ทรงรับสั่งเกี่ยวกับการที่ได้มีลูกเสือชาวบ้านจากต่างจังหวัดนับเป็นหมื่นๆคนได้มาชุมนุมนั้นอาจจะประสบปัญหาเกี่ยวกับอาหารและที่พัก!!!

Horriblethailand : เสร็จจากการไล่ฆ่านักศึกษา พวกมันก็เฉลิมฉลองกัน ปูนบำเน็จบำนาญกันจนอิ่มหนำสำราญ มันเคยระยำอย่างไร มันก็ยังระยำอยู่อย่างนั้น และยังไม่เคยถูกลงโทษ ไอ้พวกเลว

Add a comment to this post


WordPress

WordPress.com | Thanks for flying with WordPress!
Manage Subscriptions | Unsubscribe | Express yourself. Start a blog.

Trouble clicking? Copy and paste this URL into your browser: http://subscribe.wordpress.com




 

ใบตองแห้งออนไลน์: 34 ปี '6 ตุลา' ที่สุดแห่งความสามานย์


ใบตองแห้งออนไลน์: 34 ปี '6 ตุลา' ที่สุดแห่งความสามานย์ คิกๆๆเจี๊ยกๆๆ
ใบตองแห้งออนไลน์: 34 ปี '6 ตุลา' ที่สุดแห่งความสามานย์
Wed, 2010-10-06 15:25

ใบตองแห้ง
6 ตุลา 53



34 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก และแล้ว คนที่เคยผ่าน '6 ตุลา' ร่วมครึ่งหนึ่งก็กลายไปเป็นผู้สนับสนุนเผด็จการ และเผด็จการแฝงของอำมาตย์ กลายเป็นศัตรูผู้ต่อต้านประชาธิปไตย

ที่จริงก็เห็นกันมาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ว่าคนเดือนตุลาเหล่านี้แปลงร่างเป็นคนเดือนกันยา สนับสนุนรัฐประหาร (แล้วยังมีหน้ามาจัดงาน 30 ปี 6 ตุลา)

แต่มาชัดเจนที่สุดเมื่อพฤษภาอำมหิต ซึ่งคนเคยผ่าน 6 ตุลาที่หันไปใส่เสื้อเหลือง สนับสนุนหรือเมินเฉยต่อการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนผู้มีความคิดเห็นตรงข้าม มิหนำซ้ำ บางคนยังออกมากล่าวหาว่า เสื้อแดงต้องการ 'ล้มเจ้า' ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับที่คนเดือนตุลาถูกกล่าวหาว่าแสดงละครแขวนคอ แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อเบื้องสูง

คุณทำอย่างนั้นได้อย่างไร อ้างสถาบันมาทำลายคนที่มีความเห็นต่าง เหมือนอย่างที่สมัคร อุทาร อุทิศ นวพล กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน วิทยุทหาร ทำกับพวกเรา แล้วก็เข่นฆ่าเพื่อนเรา ศพเพื่อนหญิงคนหนึ่งถูกเอาไม้ทิ่มอวัยวะเพศ ศพจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ถูกผูกคอด้วยผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้านลากไปในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์

คนที่ทำเช่นนี้ได้ไม่เพียงแต่ไม่เหลือความเป็นคนเดือนตุลา หากยังไม่เหลือคุณค่าความเป็นมนุษย์ ต่ำทรามสามานย์เสียยิ่งกว่าพวกอำมาตยา ขวาจัด เพราะคุณเคยประสบความเจ็บปวดสูญเสียด้วยตัวเอง แต่กลับใช้วิธีการเดียวกันไปทำลายล้างคนอื่น

บรรยากาศในสังคมไทยวันนี้ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับหลัง 6 ตุลา ที่มีการไล่ล่ากวาดล้าง จับกุมคุมขัง โดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ต่ออายุไปอีก 3 เดือน ไม่ต่างกันเลยกับที่จับเพื่อนเรา 18 คนขังลืม แต่คนเสื้อแดงถูกจับขังลืมหลายร้อยคน มากกว่าหลายสิบเท่าด้วยซ้ำ ที่เชียงรายจับนักเรียนชูป้ายเห็นคนตายที่ราชประสงค์ ที่อยุธยาจับแม่ค้าขายรองเท้าแตะ ต่างตรงไหนกับรัฐบาลหอยกวาดจับ 'ภัยสังคม' และขึ้นบัญชีหนังสือต้องห้าม

ขณะเดียวกันก็มีการตอบโต้ มีคนเสื้อแดงผลิตระเบิด (แม้ยังไม่แน่ใจว่าครั้งหลังเนี่ยเป็นเสื้อแดงจริงไหม) ถามว่ามันต่างอะไรกับพวกเราที่เข้าป่าจับปืนด้วยความแค้น แน่นอน บทเรียนที่ประสบมาสอนให้เรารู้ว่า นั่นไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ซึ่งต้องตักเตือนด้วยความเข้าใจ แต่ไม่ใช่สนับสนุนให้รัฐอำมาตยาปราบปรามไล่ล่า พร้อมกับใช้กฎหมายเผด็จการกดหัว

ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดในขณะที่คนเดือนตุลาเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นผู้นำภาคประชาสังคม เป็นนักสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ (ต่อสู้เพื่อคน 3 จังหวัดภาคใต้ ต่อสู้เพื่ออองซานซูจี) เป็นวุฒิสมาชิก (ทั้งเลือกตั้งและลากตั้ง) เป็น ส.ส. เป็นนักวิชาการ (ทั้งเสื้อกั๊กและไม่กั๊ก) เป็นสื่อ หรือกระทั่งอยู่ในวอร์รูมรัฐบาลอย่างวิทยา ชำนิ

คนเดือนตุลาถ้ารวมกันได้ ก็จะสร้างพลังแห่งสิทธิเสรีภาพนำสังคมไทยเปิดกว้างสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้มากกว่า​ยุคไหนๆ แต่น่าเสียดายที่กลายเป็น 'เถาถั่วต้มถั่ว' ซึ่งไม่ใช่ต้มญาติโกโหติกา แต่ต้มอุดมการณ์ของตัวเอง

จากฝ่ายซ้ายสู่ฝ่ายขวา
ตลอดการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง พวกคนตุลาที่อยู่ฝ่ายเสื้อแดง มักถูกกล่าวหา (จากคนกันเองนี่แหละ) ว่าเป็นพวกซ้ายจัด ฝักใฝ่สังคมนิยม ล้มเจ้า และยังมีแนวคิดปฏิวัติสังคมเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน

ซึ่งโคตรมั่วเลย

ผมไม่ปฏิเสธว่ามีซ้ายเก่าหยิบมือหนึ่งที่ค่อนไปทางสุดขั้ว อย่างสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (ซึ่งความสุดขั้วก็ทำให้แกกลายเป็นตัวแทนจำหน่ายหมวกดาวแดงแต่ผู้เดียวในประเทศไทย) แล้วก็มีพวกแกนนำเสื้อแดงที่ชูสโลแกน 'ปฏิวัติประชาชน' เพราะคำมันใหญ่ดี เท่ดี

แต่ถามจริงๆ ว่า เสื้อแดงมีสโลแกนที่แสดงออกถึงเนื้อหาของสังคมนิยมบ้างหรือเปล่า ไม่ต้องไปถึงขั้นยึดทรัพย์นายทุน ยึดกิจการเป็นของรัฐ เอาแค่อ่อนๆ แบบขึ้นภาษีคนรวย เพิ่มรัฐสวัสดิการ ก็ยังไม่เห็นมีเลย เห็นแต่จะไล่อำมาตย์ ฟื้นรัฐธรรมนูญ 40 เรียกร้องให้คืนอำนาจกลับไปสู่การเลือกตั้ง

ตรงกันข้าม เนื้อหาสังคมนิยมกลับไปอยู่ที่ฝ่ายเสื้อเหลืองต่างหาก ทั้งยึดทรัพย์ทักษิณ ยึดดาวเทียมชินคอร์ป เชียร์ให้ตีความกฎหมายแบบ 'ศาลประชาชน' หรือที่จะแปลงร่างเป็นเทวดามาโปรด ปฏิรูปสังคม ลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์ ต่อต้านการขยายตัวของทุนนิยมลงสู่ชุมชน โดยยกเรื่องมลภาวะ ผลกระทบต่อวิถีชีวิต วิถีชุมชน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามขึ้นมาอ้าง

เสื้อแดงจะเป็นสังคมนิยมได้ไงครับ ในเมื่อยังมีนายทุนใหญ่อย่างทักษิณอยู่ตัวเบ้อเร่อ เสื้อแดงมีพื้นฐานจากมวลชนพรรคไทยรักไทย ซึ่งไม่ได้มีนโยบายสังคมนิยม ทักษิณโฆษณาว่าจะทำให้ชาวบ้านหายจน โดยไม่เคยบอกว่าจะประกันราคาข้าว ตัดพ่อค้าคนกลาง ตรงกันข้าม ทักษิณใช้การจำนำข้าวเพื่อ 'ปั่น' ราคาข้าว ใช้ตลาดซื้อขายล่วงหน้าเป็นกลไกราคา แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ขายรัฐวิสาหกิจ 'ปั่น' ราคาประเทศไทยแล้วกระโจนเข้าสู่โลกาภิวัตน์ ดึงเงินลงทุนต่างชาติเข้ามามากๆ

อุดมการณ์หลักของเสื้อแดงจึงไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดารเลย เป็นแค่อุดมการณ์ประชาธิปไตยทุนนิยมแบบอเมริกาหรือยุโรป ถ้าจะมีบางส่วนที่ 'จัด' ก็คือจัดในแง่ต้องการปฏิวัติประชาธิปไตย ไล่อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งออกไปให้หมด

ซึ่งมันแปลกประหลาดพิสดารใน 'ประชาธิปไตยแบบไทยๆ' เท่านั้นเอง

ถ้ามองย้อนกลับไป เราจะเห็นว่า 'ซ้ายเสื้อเหลือง' ต่างหาก ที่ยังติดยึดกับสังคมนิยม เพียงแต่อุดมการณ์สังคมนิยมดั้งเดิมตายแล้ว พวกนี้ก็ปรับมาเป็นอุดมการณ์ NGO นิยม โดยมีลัทธิประเวศเป็นธงนำ มุ่งมั่นจะไปสู่การ 'ปฏิรูปสังคม' โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และไม่ยึดวิถีทางประชาธิปไตยแบบอเมริกาหรือยุโรป อย่างที่เคยต่อสู้กันมาตั้งแต่ 14 ตุลาถึงพฤษภา 35

ลองเปรียบเทียบ 'การเมืองใหม่' ที่เสนอให้มี ส.ส.ตัวแทนอาชีพ กับสมัชชาประชาชนของจีน หรือ 'สภาจัดตั้ง' แบบที่ใช้กันในประเทศสังคมนิยมทั้งหลายสิครับ ว่าคล้ายกันไหม

แต่พวกนี้แตกต่างจากสังคมนิยมในอดีตที่ตั้งกองกำลังขึ้นมา สู้รบยึดอำนาจรัฐด้วยอาวุธ เพราะ 'ซ้ายเสื้อเหลือง' เล่นง่ายกว่า อาศัยการโหนขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยม สนับสนุนการยึดอำนาจ รัฐประหาร แล้วอาศัยการเกิด Chaos สร้างอำนาจต่อรองเข้ามาเสนอ 'วาระ' ของตัว

ซึ่งผมไม่ปฏิเสธหรอกนะว่า การปฏิรูปที่พวกเขาเสนอ โดยตัวอักษรจะมีเนื้อหาสาระดีๆ แต่ไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนเลยหรือกับการยอมเป็นเครื่องมือทำลายประชาธิปไตย ทำลายหลักนิติรัฐ กระทั่งช่วยกลบเกลื่อนการปราบปรามประชาชน เพียงเพื่อตั้งองค์กร 600 ล้านขึ้นมาเสนอเนื้อหาสาระที่ 'ลดความเหลื่อมล้ำ' ขณะที่รูปการจิตสำนึกของสังคมยังปลูกฝังอุดมการณ์สวามิภักดิ์ ไม่ใช่อุดมการณ์ประชาธิปไตย แล้วจะปฏิรูปสังคมไปได้แค่ไหน

ถ้าหันมาดูตัวบุคคลว่ามีใครบ้างที่เป็นซ้ายเก่าหรือคนเดือนตุลาอยู่ในเสื้อแดง นับหัวได้เลยครับ หมอเหวง หมอธิดา พี่จรัล ดิษฐาอภิชัย วิสา คัญทัพ แล้วก็สุรชัย

ห่างออกมาอีกนิด คือนักการเมืองไทยรักไทยเดิม จาตุรนต์, ภูมิธรรม, หมอมิ้ง, หมอเลี้ยบ, เกรียงกมล พวกนี้ถูกเขียนเสือว่า วางแผนอยู่เบื้องหลัง โทษที ถ้าคนพวกนี้วางแผนอยู่เบื้องหลังจริง เสื้อแดงไม่แพ้ง่ายงี้หรอกครับ

ห่างออกมาอีกด้านก็เป็นนักวิชาการนักคิดนักเขียน ซึ่งจริงๆ ก็เป็นฝ่ายสองไม่เอามากกว่า เคยคัดค้านทักษิณแต่ต่อต้านรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ อย่าง อ.สมศักดิ์, อ.ยิ้ม ซึ่งถูกยัดชื่อเข้าในแผน 'ล้มเจ้า' หรืออย่าง อ.ใจ ท่านเป็นศิษย์วัดแดงธรรมชาติ เป็นมาร์กซิสต์สายทร็อตสกี้อยู่กับลูกศิษย์ลูกหากลุ่มเล็กๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

แต่ลองหันไปดูฝ่ายเสื้อเหลืองสิครับ โห นับไม่หวาดไหว 5 แกนนำพันธมิตรยกเว้นมหาจำลอง (ณ ลานพระรูป) เป็นซ้ายเก่าหรือฝ่ายก้าวหน้าหลัง 14 ตุลาเกือบหมด สนธิก็เคยเป็น บก.หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย พี่เปี๊ยก พิภพ ธงไชย เคยเล่าให้ฟังว่าเตรียมตัวเข้าป่าต่อสู้ตลอดชีวิต ถึงขนาดให้เมียไปทำหมัน แต่พอดีเข้าไปแป๊บเดียวเขาส่งไปพบ อ.ป๋วยที่อังกฤษ (มีนิวัติ กองเพียร ไปด้วย อย่าแปลกใจ 'เกจินู้ด' ก็อยู่ฝ่ายก้าวหน้าในสมัยนั้น)

แกนนำรุ่นสองรุ่นสาม ประพันธ์ คูณมี, คำนูณ สิทธิสมาน, มาลีรัตน์ แก้วก่า, ธัญญา ชุนชฎาธาร, รัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี นักวิชาการที่เป็นมันสมอง ชัยอนันต์ สมุทรวณิช, ปราโมทย์ นาครทรรพ ถึงไม่เคยเข้าป่าก็ป้วนเปี้ยนในกลุ่มนี้ นักวิชาการนักเคลื่อนไหวที่เป็นกองเชียร์ โห เพียบ ตั้งแต่ธีรยุทธ บุญมี, จีรนันท์ พิตรปรีชา, ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, วิทยากร เชียงกูล, ประสาร มฤคพิทักษ์, หมอพลเดช ปิ่นประทีป, รสนา โตสิตระกูล, สมชาย หอมลออ, สังศิต พิริยะรังสรรค์, กิตติศักดิ์ ปรกติ, ประยูร อัครบวร, บุญส่ง ชเลธร, ยุค ศรีอารยะ ฯลฯ

นับไม่หวาดไม่ไหวครับ น่าจะมีใครขึ้นบัญชีฉลอง 34 ปี 6 ตุลากันบ้าง

ถามว่าคนตุลาเพี้ยนไปหมดแล้วหรือ จริงๆ แล้ว เปล่า เพื่อนผมรายหนึ่งไปงานศพเพื่อนเก่าธรรมศาสตร์ คนตายเป็น พธม.ในงานยังฉายสไลด์ภาพยึดสนามบิน (เป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูล) กลับออกมากินข้าวต้มคุยกัน 13 คน เขาสรุปให้ฟังว่า เป็น พธม.แค่ 2 คน อีก 9 คนเป็นสองไม่เอาหรือเชียร์แดง แต่ทั้ง 9 คนนี้เคยไปม็อบพันธมิตรไล่ทักษิณยุคแรก มาพลิกข้างเอาเมื่อเรียกหา ม.7 และนำไปสู่รัฐประหาร (ส่วนอีก 2 คนที่เหลือเคยทำงานในรัฐบาลทักษิณ)

นั่นคือคนตุลาตัวจริง 'คนตุลาระดับล่าง' หมายถึงพวกที่อยู่ในเมืองก็ปิดโปสเตอร์ อยู่ในป่าก็เป็นนักรบหรือทำไร่ทำสวน ไม่ได้เป็นแกนนำบนเวทีไฮด์ปาร์ก ไม่ได้ไปอยู่สำนัก A30 รอดตายออกมาก็ปากกัดตีนถีบ ขายน้ำเต้าหู้มั่ง ขายก๋วยเตี๋ยวมั่ง ส่งตัวเองเรียน เพราะไม่มีใครให้ทุนไปเรียนคอร์แนล จบแล้วก็หายไปในสังคม 30 ปีผ่านไป วันนี้บางคนก็เป็นเศรษฐี บางคนก็ยังเป็นยาจก บางคนก็พออยู่รอด เหมือนคนรุ่นอื่นๆ ในสังคมไทย

แต่สิ่งที่เพื่อนพ้องเหล่านี้แตกต่างจากพวกซ้ายเสื้อเหลืองคือ พวกเขาไม่เคยมีบทบาทมาเกือบ 30 ปี ไม่ได้เป็น NGO ไม่ได้เป็นนักวิชาการ ไม่ได้เป็นนักเคลื่อนไหว สมัยไล่ รสช.อาจเคยออกมาร่วมช่วงสั้นๆ ก็จบไป แม้จะสนใจติดตามข่าวสารการเมืองอยู่เสมอ

ต้นกำเนิด 'เสรีนิยม'
เวลาพูดถึงความคิดสังคมนิยม ต้องขีดเส้นก่อนว่า สังคมนิยมไม่ใช่เสรีประชาธิปไตย สังคมนิยมเป็นเผด็จการรูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษชวนหัวอย่างยิ่งว่า People's Democratic Dictatorship

เวลาพูดถึงคนเดือนตุลา คนทั่วไปมักคิดว่าคนเดือนตุลามีความคิดสังคมนิยม เพราะเคยเข้าป่าจับปืนร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ความจริงแล้วจุดเริ่มต้นของคนเดือนตุลา ไม่ได้มาจากสังคมนิยม มันมาจากความคิดเสรีประชาธิปไตยของตะวันตกต่างหาก

คนเดือนตุลาคือคนที่เติบโตใน 'ยุคแสวงหา' ได้รับอิทธิพลจากยุคซิกซ์ตี้ของอเมริกา ยุคสมัยของ The Beatles บ็อบ ดีแลน ไซมอน & การ์ฟุงเกล หนัง The Graduate หรือ Easy Rider ยุคที่คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาต่อต้านสงครามเวียดนาม เป็นฮิปปี้พี้กัญชา เรียกหาสันติภาพ ภราดรภาพ แสวงหาความหมายของชีวิต ต่อต้านความคิดความเชื่อแบบเดิมๆ ที่ปลูกฝังกันมา มีการปฏิวัติทางเพศ เลิกแบ่งชั้นชน แยกสีผิว และเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม

เรารับอิทธิพลความคิดเสรีนิยมจากอเมริกา ในช่วงปี 2510 ต้นๆ ตอนที่ร็อคแอนด์โรลเริ่มเข้ามาแทนเวทีลีลาศสุนทราภรณ์ ตอนที่หนัง เพลง หนังสือ เปิดกว้าง ทะลุทะลวงการเซ็นเซอร์ ฉีกม่านประเพณี ความคิดจารีตนิยม ความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม

วิทยากร เชียงกูล จึงเขียนบทกวี 'ฉันหวังได้อะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว' เพื่อต่อต้านความคิด 'เรียนไปเป็นเจ้าคนนายคน' จุดประกายการต่อสู้เพื่อสังคมของคนหนุ่มสาว (ผมอุตส่าห์หลงเชื่อ เลยเรียนไม่จบจนบัดนี้ ขณะที่พี่วิทยากรแกไปหากระดาษมาอีกสองใบ ฮิฮิ)

14 ตุลา ในจุดเริ่มต้นจริงๆ จึงเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีประชาธิปไตย-แบบตะวันตก พร้อมกับต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพราะมันมีการพัฒนาทุนนิยมอย่างเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมภายใต้อำนาจเผด็จการทหาร

เพียงแต่หลัง 14 ตุลา เมื่อได้ประชาธิปไตยแล้ว ก็ยังเป็นประชาธิปไตยที่กินไม่ได้ ปัญหาต่างๆ ผุดขึ้นมา คนหนุ่มสาวนิสิตนักศึกษาเข้าไปร่วมต่อสู้กับกรรมกร เช่นกรรมกรฮาร่า เรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการ เข้าไปร่วมต่อสู่กับสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ เรียกร้องให้ลดค่าเช่านาและปฏิรูปที่ดิน ซึ่งผลก็คือผู้นำชาวนาถูกยิงตายไปหลายสิบคน

ขบวนการนักศึกษาประชาชนในยุคนั้น ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ จึงโน้มเอียงไปสู่ความคิดสังคมนิยม ด้วยความเชื่อว่าจะแก้ปัญหาให้กรรมกรชาวนา คนยากคนจน ประกอบกับการต่อต้านอย่างรุนแรงของขั้วอำนาจจารีตนิยมและกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามทำลายล้างเมื่อ 6 ตุลา 2519 จึงผลักให้เราเข้าป่าจับปืนร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์

แต่สุดท้าย เราก็ขัดแย้งกับพรรคคอมมิวนิสต์ เพราะอะไร เพราะเรามี 'วิญญาณเสรี' เพราะอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย ขัดแย้งกับ People's Democratic Dictatorship แม้จะถลำไปบ้างในช่วงแรก ทุ่มเทดัดแปลงตนเองเป็น 'ลูกที่ดีของพรรค' สดุดี เทิดทูน บูชา มีอะไรก็โทษตัวเองไว้ก่อน โทษความเป็น 'นายทุนน้อย' (คนชั้นกลาง) ว่าทำให้มีความคิดเสรีจนไม่เชื่อฟัง 'จัดตั้ง'

ขบวนการนักศึกษาขัดแย้งกับพรรคคอมมิวนิสต์ อาจจะเริ่มต้นจากเรื่องอื่น เช่นการวิเคราะห์สังคม แนวคิด แนวทาง ยุทธศาสตร์การปฏิวัติ แต่ที่สุดแล้วก็คือการปะทะระหว่างอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย กับ 'เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ' โดยเฉพาะ 'ความคิดเหมาเจ๋อตง' แบบเรดการ์ด ที่จัดตั้งถือตัวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โต้ไม่ได้ แย้งไม่ได้ จนเกิดวิกฤติศรัทธา ขบวนปฏิวัติล่มสลาย

ขณะเดียวกัน ในด้านอุดมการณ์สังคมนิยม บางคนก็อาจจะตกผลึก บางคนก็อาจจะไม่ตกผลึก ว่าสังคมนิยมเป็นจริงไปไม่ได้ สังคมนิยมจีนล่มสลายเพราะเอาประชาชนทุกคนเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทำมากทำน้อย ขยัน ขี้เกียจ ก็ไม่อดตาย ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ขณะที่ทุนนิยมเปิดโอกาสให้กิเลส ตัณหา ความโลภ กระตุ้นการแข่งขัน จนเกิดนวัตกรรมสูงสุดด้านเทคโนโลยี แม้มันอาจจะมีข้อเสียที่พัฒนาไปสู่การผูกขาดและกลืนกินตัวเองเป็นรอบๆ แต่ก็ไม่มีระบอบใดดีกว่านี้ในโลกยุคปัจจุบัน

ภารกิจของผู้มีอุดมการณ์จึงต้องสนับสนุนการพัฒนาทุนนิยม การแข่งขันเสรี พร้อมกับถ่วงดุลการผูกขาด คุ้มครองการบริโภค ต่อต้านการแสวงกำไรจนทำลายตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องทำลายทุนนิยม

ผมน่ะเลิกเป็นมาร์กซิสต์ไปตั้งนานแล้ว อาจจะเป็นอดัม สมิธ มากกว่าด้วยซ้ำ แต่ยังมีอีกมากมายหลายคนเป็นมาร์กซิสต์อยู่

ขาสองข้าง
เมื่อเร็วๆ นี้ได้คุยกับ อ.เกษียร เตชะพีระ เล่าให้ฟังว่า มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ The Two Marxisms เขียนโดย Alvin W. Gouldner บอกว่า หลังสังคมนิยมล่มสลาย พวกมาร์กซิสต์ก็แตกเป็น 2 แนวคิด แนวคิดแรกคือ พวกเกลียดทุนนิยม ที่อะไรๆ ก็ต่อต้านทุนไว้ก่อน แล้วหันไปสู่ความเชื่อแบบชุมชนนิยม ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ปกป้องวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม

แนวคิดที่สองคือพวกสนับสนุนโลกาภิวัตน์เป็นยาวิเศษ แล้วก็เห็นพวกแรกเป็นพวกงี่เง่าขุดผักขุดมัน พวกนี้เอามาร์กซิสต์มาตีความในแง่ที่ว่า ต้องให้พลังการผลิตพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการผลิต

ไม่ต้องบอกก็รู้มั้งว่าพวกแรกคือที่มาของ NGOism ซึ่งในเมืองไทยเราเข้าไปผสมพันธุ์กับลัทธิประเวศ จนกลายพันธุ์เป็นซ้ายฝ่ายอำมาตย์ ขณะที่พวกหลังน่าจะได้แก่นักวิชาการนักเคลื่อนไหวที่ไปทำงานให้ทักษิณ โดยเชื่อแนวทางเปิดรับทุนโลกาภิวัตน์

ที่ยกตัวอย่างคือพวกสุดขั้วสองขั้ว แต่ละคนอาจจะเป็นโรค Two Marxisms มากบ้างน้อยบ้าง ผมก็อาจจะเป็น แต่ปรากฏการณ์ที่เราได้พบเห็นในสังคมไทยยุค 'พอเพียง' ต้องบอกว่าพวกแรกเข้ามามีอิทธิพลสูงกว่าเยอะ

ฉะนั้นถ้าเรามองพัฒนาการของคนเหล่านี้ตั้งแต่เข้าป่าออกป่า กลับมาเป็น NGO เป็นนักเคลื่อนไหว แล้วเปลี่ยนอุดมการณ์ไปกินผักกินหญ้า (ผมอาจโน้มเอียงเป็นพวกที่สองด้วยความหมั่นไส้-ฮา) ต่อต้านโลกาภิวัตน์แบบสุดขั้ว เราก็จะไม่แปลกใจเลยที่เห็นคนเหล่านี้สนับสนุนรัฐประหาร

อ้าว! มันแปลกตรงไหน สังคมนิยมก็คือการยึดอำนาจเพื่อสถาปนาระบอบใหม่ นี่เขาก็มองเป็นการยึดอำนาจเพื่อนำไปสู่การ 'ปฏิรูป' ปกป้องวิถีชุมชน หรือต่อต้านโลกร้อนไปโน่น

ยึดทรัพย์ทักษิณ แปลกตรงไหน สังคมนิยมก็ยึดทรัพย์นายทุนอยู่แล้ว ผมเคยถกกับเพื่อนเสื้อเหลืองเรื่องหลักนิติรัฐ ปรากฏว่าพูดกันคนละเรื่อง เพราะนิติรัฐเป็นหลักการของประชาธิปไตยทุนนิยม ถ้าเราจะสถาปนาประชาธิปไตย เราต้องยึดมั่นในหลักนิติรัฐ ถ้าเราจะสถาปนาสังคมนิยม เราก็ต้องเชื่อการใช้ 'ศาลประชาชน' กวาดล้างฝ่ายตรงข้าม

เหมือนเพื่อนผมบอกว่า มึงจะเอาความยุติธรรมอะไร สังคมนี้มันไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว ผู้คนทั้งหลายไม่ได้รับความยุติธรรมความเป็นธรรมอยู่แล้ว เขาไม่สนใจกระบวนการยุติธรรม เขาสนใจแต่ผลลัพธ์

อย่าแปลกใจเลยที่เพื่อนพ้องเหล่านี้ โยนหลักการประชาธิปไตยต่างๆ ทิ้งหมด เพราะสังคมนิยมไม่เชื่อประชาธิปไตย หนำซ้ำ สังคมนิยมแบบจีนยังฝังหญ้าพิษความคิดโค่นล้มกันโดยไม่เลือกวิธีการ เหมือนโค่นหลิวเซ่าฉี หลินเปียว แก๊ง 4 คน โดยการปลุกระดมความคิดยัดเยียดข้อหา 'ลัทธิแก้'

เกษียรให้ความเห็นว่า จริงๆ แล้ว อุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ กับอุดมการณ์ขจัดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ต่างก็เป็นมรดกของ 14 ตุลา แล้วก็เปรียบเสมือนขาทั้งสองข้าง ที่ถ้าลอยไปข้างใดข้างหนึ่ง ก็เป๋ หรือล้ม ไม่สามารถสานต่ออุดมการณ์ของคนเดือนตุลาได้

แต่แน่นอนว่าคนเราก้าวขาสองข้างไม่พร้อมกัน นั่นอยู่ที่สายตาทางยุทธศาสตร์ ว่าจังหวะไหนควรจะก้าวขาข้างไหน เรื่องนี้อาจจะถกเถียงกันได้

เพียงแต่สิ่งที่พวกซ้ายเสื้อเหลืองทำ ผมมองว่าพวกเขาตัดขาอีกข้างทิ้งไปแล้ว โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต ซึ่งพวกเขายอมรับ สนับสนุน เพิกเฉย (ก็สนับสนุนนั่นแหละ) หรือกระทั่งเป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน

เพียงเพื่อที่จะสอดตัวเข้ามา 'ปฏิรูปสังคม' เช่น ผลักดันให้เกิดกฎหมายคุ้มครองผู้ป่วยจากรัฐบาลมือเปื้อนเลือด

เรื่องตลกที่ไม่น่าเป็นไปได้คือ คนพวกนี้คิดกลับด้าน แทนที่จะเชื่อว่าการผลักดันให้พัฒนาประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพจะนำไปสู่การขจัดความ​เหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม พวกเขากลับเชื่อว่า เผด็จการแฝงโดยชนชั้นนำที่มีคนชั้นกลางเฟซบุคเป็นฐานสนับสนุน และมีอุดมการณ์จารีตนิยมเป็นสัญลักษณ์สูงสุด จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำได้มากกว่า

ความเชื่อเราแตกต่างกันได้ครับ แต่ที่เลวร้ายกว่าคือ การทำลายคนที่เชื่อต่างเห็นต่างโดยไม่เลือกวิธีการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้วิธีการเดียวกับพวกฝ่ายขวาทำร้ายเราเมื่อ 6 ตุลา

ผมนั่งเขียนเรื่องนี้วันที่ 6 ตุลา โดยคาดว่าคงไม่มีซ้ายเสื้อเหลืองคนไหนไปร่วมงาน 6 ตุลา เพราะ 6 ตุลาไม่ใช่วันของพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่ใช่ 'ผู้แพ้' อย่างเราๆ อีกต่อไป แต่เป็น 'ผู้ชนะ' ร่วมกับชนชั้นนำ ที่จะไปรำลึกวีรกรรมของการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ราชาชาตินิยมในวันที่ 7 ตุลาแทน

เพื่อนพ้องเสื้อเหลืองมักวิพากษ์วิจารณ์ผมในกรณี 7 ตุลา ที่ผมตั้งข้อกังขาต่อการตาย บาดเจ็บ หาว่าผมทิ้งความเป็นคน 6 ตุลา ที่ไปคัดค้านการต่อสู้ของประชาชนไม่ว่าจะเป็นข้างไหนก็ตาม

โทษที ผมไม่เคยสนับสนุนให้ 'ฆ่ามันๆๆ' ในวันที่ 7 ตุลา เช่นเดียวกับที่ไม่ได้สนับสนุนให้ม็อบลุย ไอ้เสือเอาวา ในเหตุการณ์พฤษภา เพราะผมบอกชัดเจนว่าให้เลิกเหอะ ยอมรับข้อเสนอยุบสภา ไอ้บ้าที่ไหนบุก ร.พ.จุฬาฯ ผมยังด่าอีกต่างหาก

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เห็นชัดเจนว่า ตำรวจไม่ได้ติดป้าย 'เขตใช้กระสุนจริง' ตำรวจไม่ได้ใช้ปืนสไนเปอร์เล็งแล้วมีคนตาย ตำรวจใช้ปืนยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งก่อนหน้าวันที่ 7 ตุลา 2551 ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า ปืนยิงแก๊สน้ำตาจะทำให้คนตายหรือแขนขาขาด ปืนยิงแก๊สน้ำตายังเคยใช้กับม็อบเสื้อแดงหน้าบ้านพลเอกเปรมมาแล้ว (คนชั้นต่ำมันหนังหนามั้ง)

ขณะที่เพื่อนพ้องของผม เขายังต้องรอผลพิสูจน์จากคณะกรรมการสอบสวน ว่าภาพทหารเล็งปืน แล้วมีคนตาย เกี่ยวข้องกันหรือไม่ ต้องให้เห็นกับตาว่าทหารเล็งปืน ยิง ลูกกระสุนวิ่งออกไป แพนกล้องตาม แล้วไอ้คนเสื้อแดงที่ถือหนังกะติ๊กโดนเป่าหัวกระจุยล้มตึง

พวกซ้ายเสื้อเหลืองมักตำหนิคนเดือนตุลาที่ไปทำงานให้รัฐบาลทักษิณว่ากลายเป็นนักการเ​มืองเห็นแก่ผลประโยชน์ แต่อย่างน้อย ผมก็ไม่เคยเห็นพวกเขาสนับสนุนให้ทักษิณปราบปรามประชาชน ในกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ จาตุรนต์และอีกหลายๆ คนแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับทักษิณ ในกรณีม็อบท่อก๊าซ วัชรพันธ์ จันทรขจร ถึงกับลาออก

แต่ผมไม่เห็นท่าทีใดๆ ต่อเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต จากคนที่เคยได้ชื่อว่าเป็นคนเดือนตุลา รอดตายมาจาก 6 ตุลา ในฝ่ายเสื้อเหลือง ตรงข้ามกลับช่วยกลบเกลื่อน ช่วย 'ปฏิรูป' ช่วยลดกระแส หรือกระทั่งสนับสนุนให้ไล่ล่ากวาดล้าง

ในความเป็นคนเดือนตุลานะครับ ใครจะหย่าเมีย จีบเด็ก กิ๊กเลขา ก็เรื่องส่วนตัวไม่ว่ากัน

แต่วิญญาณของคนเดือนตุลา ที่เพื่อนบางคนสละชีวิตไปเมื่อ 34 ปีก่อน ก็คือวิญญาณของการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และคนยากไร้

ฝากสำรวจตัวเองด้วยว่าใครสูญเสียความเป็นคนเดือนตุลาไปแล้ว หรือกระทั่งกลายเป็นคนสามานย์ สูญเสียความเป็นมนุษย์



ที่มา : http://prachatai3.info/journal/2010/10/31386



[Image: 22462420.gif]
คิกๆๆเจี๊ยกๆๆ


--
http://www.unblockallweb.com/
http://downmerng.blogspot.com
http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302# ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553
http://www.unblockallweb.com/index.phpq=aHR0cDovL2Rvd25tZXJuZy5ibG9nc3BvdC5jb20%3D&hl=3e8
http://www.112victims.org/
http://www.thaifreenews.org/
http://friendfeed.com/
http://chirpcity.com/bangkok/3
http://www.radaroo.com/
http://factsforthais.blogspot.com/2009/05/7.html
http://tv.kapook.com/nbt.php
http://friendfeed.com/antactica
block
http://www.ustream.tv/channel/redheart
http://redpower-sm-germany.com

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

รู้ทันนิรโทษกรรม

รู้ทันนิรโทษกรรม | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
คลิกเป็นแฟนเพจประชาไทที่เว็บไซต์เฟซบุ๊ค
view counter
อ่านประชาไทได้ที่ www.prachatai3.info หลังจากเว็บไซต์ประชาไท (prachatai.com) ถูกปิดกั้น » อ่านรายละเอียด! » prachatai-newspaper google groups
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

รู้ทันนิรโทษกรรม

หากเรายังจำกันได้เมื่อครั้งจบเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 แล้ว ผู้นำนักศึกษาและประชาชนบางคนถูกตั้งข้อหาในคดีที่เรียกกันว่า “คดี 6 ตุลา” โดยนายสุธรรม แสงประทุม กับพวกรวมทั้งหมด 18 คน ถูกตั้งข้อหาว่าก่อกบฏ ก่อจลาจล ต่อสู้และพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐ และร่วมกันกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฯลฯ คดีนี้เริ่มต้นที่ศาลทหารโดยมีการฟ้องคดีในวันที่ 25 สิงหาคม 2520

ในตอนแรกลักษณะของการพิจารณาคดีไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานความยุติธรรมแต่อย่างใด เพราะผู้ต้องหาไม่มีสิทธิใช้ทนายความพลเรือนในการปกป้องตนเอง แต่หลังจากมีการรณรงค์เรียกร้องทั้งภายในและภายนอกประเทศในเรื่องนี้ และหลังจากที่รัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ถูกล้มไปโดยการรัฐประหารที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาในอีกหนึ่งปีถัดมา ลักษณะของคดีในศาลก็เปลี่ยนไปและมีการยินยอมให้แต่งตั้งทนายความพลเรือนสำหรับฝ่ายจำเลยได้

แต่การณ์กลับปรากฏว่าแทนที่คดี 6 ตุลา จะเป็นการพิสูจน์ความผิดของฝ่ายจำเลยโดยฝ่ายรัฐ ตัวฝ่ายรัฐเองกลับกลายเป็นจำเลยที่แท้จริงต่อสังคม นอกจากรัฐจะไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้แล้ว คดีนี้กลายเป็นเวทีในการนำข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ออกมาประกาศต่อสาธารณะ นอกจากนั้นตั้งแต่วันแรกของการขึ้นศาล คดีนี้กลายเป็นเวทีของประชาชนในการประท้วงภายนอกศาลในเรื่องสิทธิเสรีภาพอีกด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องรีบประกาศนิรโทษกรรมผู้ต้องหาทั้งหมดในวันที่ 15 กันยายน 2521 ก่อนที่ข้อมูลอื่นๆ จะออกมาสู่สาธารณะและจะวกกลับมาเล่นงานตนเองและเจ้าหน้าที่

เหตุผลในการประกาศกฎหมายนิรโทษกรรมในคราวนั้น คือ โดยที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า การพิจารณาคดีเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น ได้ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้วและมีท่าทีว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน ถ้าจะดำเนินคดีต่อไปจนเสร็จสิ้นก็จะทำให้จำเลยต้องเสียอนาคตในทางการศึกษาและการประกอบอาชีพยิ่งขึ้น และเมื่อคำนึงถึงว่าการชุมนุมดังกล่าวก็ดี การกระทำอันเป็นความผิดทั้งหลายทั้งปวงก็ดี เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่แท้จริงเพราะเหตุแห่งความเยาว์วัยและการขาดประสบการณ์ของผู้กระทำความผิด

ประกอบกับรัฐบาลนี้มีความประสงค์อย่างแน่วแน่ที่จะให้เกิดความสามัคคีในระหว่างชนในชาติ จึงเป็นการสมควรให้อภัยการกระทำดังกล่าวนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดทั้งผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดีอยู่และผู้ที่หลบหนีไปได้ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ถูกที่ควรและกลับมาร่วมกันทำคุณประโยชน์และช่วยกันจรรโลงประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ. 2521 โดยมีพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อเกิดกรณีพฤษภาอำมหิตขึ้นในปี 2553 นี้ จึงได้มีความพยายามที่จะยกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาอีกด้วยเหตุผลในทางลึกก็คือเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้วย่อมต้อมมีการอ้างพยานหลักฐานต่างๆ นานาขึ้นมาต่อสู้กันในศาล ซึ่งย่อมที่จะหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่ฝ่ายรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่าย ศอฉ.จะต้องกลับกลายมาเป็นจำเลยของสังคมดังเช่นกรณี 6 ตุลาที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ร่างกฎหมายที่รอการบรรจุวาระนั้น เป็นร่าง พรบ.นิรโทษกรรมผู้ก่อเหตุความไม่สงบทางการเมืองตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2552 โดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นผู้เสนอตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2552 และพรรคภูมิใจไทยจะเสนอเพิ่มเติมเข้าไปใหม่แทนร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดิมให้ครอบคลุมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 ไปด้วยโดยใช้ชื่อว่า “พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมทางการเมืองของประชาชนระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 พ.ศ.....”

โดยให้เหตุผลว่าสืบเนื่องจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง มีการแบ่งแยกทางแนวความคิด ทำให้เกิดการประท้วง มีการรวมกลุ่มและชุมนุมของประชาชน ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความคิดและความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง จึงเป็นผลให้มีการกระทำความผิดทางอาญาและขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

แต่เมื่อได้พิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เห็นว่าประชาชนที่มาร่วมประท้วงเรียกร้องทางการเมืองล้วนแสดงออกทางความเห็นทางการเมืองโดยสุจริต การเกิดหตุการณ์วุ่นวายและนำมาซึ่งความร้ายแรงตามกฎหมายได้ยุติไปแล้ว เพื่อให้ประเทศชาติมีความรักความสามัคคีและรู้จักการให้อภัย จึงเห็นควรออกกฎหมายดังกล่าว โดยมีเนื้อหาที่สำคัญโดยย่อ ดังนี้

มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลใดๆ ที่เกิดขึ้นในหรือเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมประท้วงเรียกร้องทางการเมืองของประชาชน ระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2553 และได้กระทำในระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2553 ไม่ว่าจะได้กระทำในกรุงเทพมหานครหรือในต่างจังหวัดทั่วราชอาณาจักรแลไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะที่เป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำหรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดทั้งในทางอาญาและทางแพ่งโดยสิ้นเชิง

มาตรา 4 บรรดาการกระทำของเจ้าพนักงานหรือผู้ช่วยเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการเกี่ยวกับหรือกระทำต่อบุคคลที่ร่วมชุมนุม และได้กระทำขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 3 ไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะผู้ออกคำสั่งหรือผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง หากการกระทำนั้นผิดกฎหมายก็ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดในทางอาญาและทางแพ่ง รวมทั้งความผิดทางวินัยโดยสิ้นเชิง

มาตรา 7 โดยผลของการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.นี้ ให้ศาลปล่อยตัวจำเลยทั้งหมดซึ่งถูกฟ้องหรือ    คุมขังอยู่และให้พนักงานสอบสวนยุติการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดซึ่งถูกกล่าวหา

มาตรา 8 การนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.นี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะฟ้องร้องเรียกสิทธิประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

โดยในมาตรา 5 ได้บัญญัติให้ไม่มีผลนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่เป็นตัวการในการกระทำอันเป็นความผิดในลักษณะความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน และความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายไว้ด้วยซึ่งก็เป็นประเด็นปัญหาใหญ่อีกล่ะครับว่าใครคือตัวการตามความหมายนี้

ผมเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คงต้องเข้าสู่สภาดังเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในกรณี 6 ตุลา 19 และเนื้อหาคงมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างตามการแปรญัตติของ ส.ส.และ ส.ว. โดยถึงแม้ว่าขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์จะแสดงละครลิงชิงหลักกับพรรคภูมิใจไทยอยู่ก็ตาม

นอกจากนั้นพรรคภูมิใจไทยยังระดมล่ารายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายนี้อีกทางหนึ่ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแล้วทำไม่ได้เพราะประชาชนไม่มีสิทธิเสนอกฎหมายในลักษณะนี้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยและหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ให้ประชาชนเพียง 10,000 ชื่อเท่านั้นก็สามารถเสนอกฎหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องล่าชื่อกันเป็นแสนตามที่พรรคภูมิใจไทยกำลังพยายามทำอยู่นี้แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะผ่านสภาก็คงมีการปะทะกันในทางความคิดกันอย่างหนักไม่ว่าจะจากฝ่ายไหนหรือสีไหนก็ตาม

จะอย่างไรก็แล้วแต่ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ออกมาแล้วก็ตาม ผมก็ยังยืนยันอีกครั้งว่าผู้ที่รับผิดชอบทั้งหลายไม่สามารถรอดพ้นจากอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court) ไปได้ เพราะอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศสามารถดำเนินการเอาผิดต่อผู้ที่กระทำผิดต่อมวลมนุษยชาติได้ ถึงแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายมานิรโทษกรรมเขาเหล่านั้นแล้วก็ตาม ที่สำคัญก็คือคดีประเภทนี้ในศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีอายุความ      เสียด้วยสิครับ

-----------------------------

หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 21 กันยายน 2553


--