วันพุธ, สิงหาคม 11, 2010
กาหลิบ: ขุดเรื่องพระวิหาร...สันดานใคร
คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
โดย กาหลิบ
ที่มา Democrazy100%
11 สิงหาคม 2553
น่าเวทนาเป็นที่สุด เดี๋ยวนี้ตกต่ำถึงขนาดไปควักเรื่องเก่าเล่าใหม่ในกรณีปราสาทพระวิหารมาเล่นเป็นเรื่องระดับชาติ โดยมีจุดประสงค์เพียงจะเร้ากระแสชาตินิยมมารักษาระบอบเก่าที่เสื่อมทรุดอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีลูกเล่นอะไรอีกแล้ว
มียุคไหนบ้างที่โหมโฆษณาระบอบเผด็จการโบราณผ่านทุกสื่อภายใต้อำนาจรัฐอย่างล้นเหลือมากมายจนเกินพอดีและขาดความ “พอเพียง” อย่างในยุคนี้
มียุคไหนบ้างที่พล่ามคำว่า “สมานฉันท์” “สามัคคี” “ปรองดองในชาติ” พร้อมไล่ล่าฆ่าคนไทย กักขัง จำคุก ซ้อมจนกระอักเลือดกันทั่วราชอาณาจักรอย่างในยุคนี้
มียุคไหนบ้างที่อ้างความเป็นประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจเผด็จการทุกทิศทางเหมือนในยุคนี้
แต่เลวบริสุทธิ์ชนิดครบวงจรกันแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของเผด็จการเก่าก็ยังเสื่อมลงไปทุกวันในหัวใจของประชาชน จนจะเน่าคาเตียงอยู่แล้ว เขาจึงต้องดิ้นรนกระวนกระวายหาสิ่งอื่นมาเป็นลูกเล่นทดแทนเล่ห์กลเก่าๆ ที่ใช้ไม่ได้ผลเหมือนกระสุนด้าน
เรื่องนั้นคือความโกรธแค้นของชนชั้นสูงของไทยในกรณีประสาทพระวิหาร
แพ้เขามาอย่างเปิดเผยกลางศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศจนเป็นที่รับรู้กันทั่วระดับโลกตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๕ ภายใต้เผด็จการสฤษดิ์ครองเมือง จนไม่กล้าไปวอแวอะไรกับเขาอีก นั่งนิ่งเฉยมาเกือบ ๕๐ ปีจนคนทั่วโลกเขามั่นใจว่าประเทศไทยเป็นชาตินักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ และกล้ายืดอกยอมรับความจริงในชีวิตอย่างผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ
เราจะใช้ประโยชน์ใดๆ จากปราสาทพระวิหาร โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ก็ทำได้ทุกอย่าง เพียงร่วมมือกับเขาอย่างอารยประเทศเท่านั้น ยิ่งวันนี้เขามาเป็นสมาชิกร่วมประชาคมอาเซียนลำดับที่ ๑๐ ก็ยิ่งง่าย แสวงหาความร่วมมือในระดับทวิภาคีกันได้ทุกเรื่อง
แล้วไปขุดความแค้นเก่าๆ มาขายความขี้เท่อของตัวเองหาพระแสงด้ามยาวอะไรกัน?
เรื่องนี้จึงไม่ต้องดูลึกซึ้งอะไรเลย เอาตาตุ่มมองก็รู้แล้วว่าทั้งเจ้านายและไพร่พลที่ร่วมกันจุดไฟเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ได้สนใจเลยว่ากรรมสิทธิ์ในปราสาทพระวิหารและที่ดินโดยรอบหรือใกล้เคียงจะเป็นของใครอย่างไร แต่ต้องการหาเรื่องเขาเพื่อเอาผลทางการเมืองในประเทศอย่างคนใจแคบเห็นแก่ตัวจัดเท่านั้นเอง
แล้วไปหลอกล่อคนไทยที่เขารักชาติรักแผ่นดิน แต่อาจไขว้เขวในข้อมูลสำคัญ เรียกร้องให้เขาออกมาสละชีพเพื่อชาติทั้งๆ ที่ชาติไม่ได้มีปัญหาอะไร เว้นแต่มีเผด็จการชั่วๆ ครองเมืองอยู่เท่านั้น
เหมือนพันธมิตรฯ ที่ใช้ชื่อในช่วงแรกว่า “ขบวนการกู้ชาติ” อย่างไม่รู้จักอายนั่นล่ะครับ
กรณีปราสาทพระวิหารถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเมื่อเครื่องมืออื่นๆ เริ่มไม่ได้ผล
ภาวะฉุกเฉินก็เริ่มถูกกดดันจากรอบทิศให้ยกเลิก
รัฐบาลทำงานไม่ได้ ทำงานไม่เป็น ประเทศจมลงเรื่อยๆ
ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ เริ่มละอายแก่ใจ ไม่อยากทำงานตามสั่งของผู้เผด็จการที่ไม่ต้องมาร่วมรับผิดชอบในอาชญากรรมที่ตัวสั่งให้เขาทำ
ทหารใหญ่ที่วางตัวให้เป็นแม่ทัพคนใหม่ก็โง่เง่าบ้าดีเดือด มีลักษณะเหมือนระเบิดเวลามากกว่ามนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะ
การแสดงความรักเทิดทูนในอะไรบางอย่างก็เข็นไม่ขึ้น ถึงขนาดต้องเกณฑ์คนมาแสดงความรักความห่วงใยกันแล้วในวันนี้
สุดท้ายต้องไปเอาโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์มาเล่นซ้ำ โดยเอาคนเสื่อมสภาพอย่าง พลตรี จำลอง ศรีเมือง มาเป็นตัวชู โดยหวังจะเร้าใจคนไทยให้ตื่นเต้นตื่นตัวเพื่อรักษาปราสาท โดยไม่รู้เลยพวกที่อยู่เหนือหัวของเขาแต่ละคนขึ้นไปนั้น เขาหลอกใช้ตัวเองเพื่อรักษาอำนาจอันล้นพ้นของเขาไปเรื่อยๆ แบบข้ามยุคข้ามสมัยเท่านั้นเอง
ไม่อย่างนั้นเขาจะนั่งนิ่งเฉยกับเรื่องนี้มาครึ่งค่อนศตวรรษแบบคนหูหนวกตาบอดได้อย่างไร?
เพราะฉะนั้น ท่านวิญญูชนทั้งหลายครับ กรุณาอย่าเป็นเหยื่อเขาเลย.
--------------------------------------------------------------------------------
ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง (11 ส.ค.): ดับเบิ้ลสองมาตรฐาน
พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยู่หน้าสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง รวม 79 คน พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. ซักซ้อมทำความเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและกำลังคอมมานโด บก.ป. หากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเดินทางมารับทราบข้อหาพร้อมกันในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและมีแนวทางการปฏิบัติตรงกัน
ผมได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนทุกคนพูดจาดี กิริยามารยาทสุภาพ อดกลั้น เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน และทำให้ทุกอย่างในวันนั้นผ่านไปด้วยความเรียบร้อย และหากผู้ถูกหมายเรียกครั้งที่ 2 ไม่มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ก็จะขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป
***
***วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกเวทีนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ที่รอดจากการถูกจับกุมคุมขัง แจ้งข่าวผ่านทางเฟสบุ๊คมาว่า ได้ไปพบปะกับพี่น้องเราใน ตจว. ค่อยอุ่นใจได้บ้างเพราะแดงในแต่ละพื้นที่พร้อมสู้ไมถอยหนี ยังเหนียวแน่นมั่นคงและเพิ่มมากกว่าเดิม ขอไห้ทุกคนสบายใจ ในที่สุดฝ่ายประชาธิปไตยจะได้รับชัยชนะ วันนี้ความจริงเริ่มปรากฏคนทั่วโลกเริ่มรู้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย และกรรมกำลังจะมาเยือนพวกที่ร่วมมือกันฆ่าประชาชนแล้วครับ ไม่นานเกินรอเตรียมตัวรักษาชีวิตไว้ดูความย่อยยับของพวกมันกันนะครับ และจะถึงวันของประชาชนที่รักประชาธิปไตยมีชัยชนะ***
กำหนดการเสวนา ครบรอบ ๔ เดือน ๑๐ เมษายน ๕๓ หัวข้อ “เมื่ออำนาจพรก.ฉุกเฉิน อยู่เหนือสิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ”วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๕๓
เวลา ๑๔.๐๐- ๑๗.๐๐ น.
- พบกับเยาวชนผู้ถูกดำเนินคดี จาก จ.เชียงราย
- นายอติพงศ์ สันติวงศ์ (น้องเบิร์ด)
ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงบริเวณตา เมื่อ ๑๐ เมษายน
- ดร.วรพล พรหมมิกบุตร ผู้ดำเนินรายการ
เวลา ๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ น.
- พบกับมินิคอนเสิร์ต โดย แป๊ะ บางสนาน และผองเพื่อน***
***กิจกรรมโครงการงาน 110 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ในเดือนสิงหาคม
วันจันทร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
๑. งานครบรอบ ๖๕ ปี วันสันติภาพไทย เริ่มเวลา ๐๗.๑๕ น. - ๑๒.๐๐ น.
ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย ถ.เสรีไทย ซอย ๕๓ เขตบึงกุ่ม กทม.
๒. ฝ่ายเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" พร้อมกันทั่ว ประเทศ ( ๗๖ จังหวัด) โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
ส่วนกลางจัดฉาย ณ ลานหอศิลปวัฒนธรรมเเห่งกรุงเทพมหานคร เวลา ๑๘.๐๐ น. หลังเคารพธงชาติ (ชมฟรี)
คลิกอ่านบทความของโดม สุขวงศ์ เกี่ยวกับThe King of the White Elephant ที่ http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=43&s_id=18&d_id=14
๓. การแสดงละครเวทีเรื่อง "คือผู้อภิวัฒน์"
วันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๐ น.
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม มล.ตุ้ย ชั้นที่ ๘ อาคาร HB 7 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
บัตร ๒๐๐ บาท นศ. ๑๐๐ บาท
สอบถามรายละเอียด โทร. ๐๘๖ ๗๒๘ ๖๘๒๘ / ๐๘๑ ๕๖๒ ๔๖๓๖
วันศุกร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. และ ๑๘.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิัทักษ์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
***หลังจากเราแพร่ข่าวไปว่า มีการเปิดตัวหนังสือพิมพ์ ไฮแลนด์ นิวส์ ฉบับ พีเพิล แชนแนล ก็มีคนถามเข้ามาเยอะอยากอุดหนุน ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ทางช่องเอเชียอัพเดต หน้าแรกของไทยอีนิวส์นะครับ เขามีโฆษณาเป็นระยะๆ หรือท่านใดใจร้อนผ่านไปอิมพีเรียลลาดพร้าวเชิญที่ชั้น 5***
***ความคืบหน้าคดีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 18 ปี เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2552 และทนายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 27 ต.ค.2552 ต่อมาทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 ก.ค.53 โดยระบุถึงสาเหตุขากรรไกรอักเสบรุนแรง ทำให้อ้าปากได้เพียงเล็กน้อยและต้องเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือ ขีดความสามารถเพียงพอ ทั้งยังต้องพักฟื้นอีก 1-2 ปี นอกจากนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีความผิดฐานเดียวกันก็ได้รับการปล่อยชั่วคราวเรื่อยมา
เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำของจำเลย กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนและสักการะ และส่งผลกระทบกระเทือนจิตใจของปวงชนผู้จงรักภักดีอย่างกว้างขวาง จึงถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ประกอบกับศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยรวม ๑๘ ปี หากไดรับการปล่ออยชั่วคราวแล้วไม่เชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี ส่วนเหตุที่อ้างว่าจำเลยเจ็บป่วยนั้น จำเลยอาจร้องขอต่อราชทัณฑ์เพื่อไปรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่มีขีดความสามารถรักษาพยาบาลอาการป่วยของจำเลยได้อยู่แล้ว จึงยังไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายดารณี กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่น้องสาวซึ่งเจ็บป่วยไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้ตนเองซึ่งอยู่จังหวัดภูเก็ตต้องเดินทางมาเยี่ยมแทบทุกอาทิตย์มาเป็นเวลา 2 ปีกว่าแล้ว พร้อมทั้งต้องฝากเงินให้ดารณีเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อนมและอาหารอ่อนด้วย เนื่องจากดารณีอ้าปากได้น้อยมากและไม่สามารถทานอาหารที่เรือนจำจัดให้ได้ ขณะเดียวกันตนเองก็ประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้ช่วยเหลือน้องสาวได้น้อยลงด้วย ดังนั้น หากผู้ใดประสงค์จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สามารถโอนเงินเข้ามาได้ที่บัญชีออมทรัพย์ ชื่อ นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาถนนพูนผล เลขที่ 297-1-25805-5***
แถลงการณ์ ประณามรัฐบาลปิดวิทยุชุมชนที่นครศรีธรรมราช
หลังการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ รัฐบาลได้อาศัยอำนาจของกฎหมายปิดกั้นช่องทางการสื่อสารของประชาชน ทั้งเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ตลอดจนปิดสถานีวิทยุชุมชนที่เสนอเนื้อหาตรงข้ามกับรัฐบาล ล่าสุด
ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกรฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปราม เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) กว่า 50 นาย ได้บุกจับวิทยุชุมชนและเคบิลทีวีชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชกว่า 12 สถานี โดยตั้งข้อหากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 โดยตั้งข้อหาความผิด 3 ประการ คือ การประกอบกิจการวิทยุชุมชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ,การใช้เครื่องส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และการใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต
หนึ่งในนั้นมีผู้สื่อข่าวอาวุโส ของนครศรีธรรมราช เช่น สุรโรจน์ นวลมังสอ จากนครโพสต์ สมพร รักหวาน จากสถานี CSTV เคเบิลท้องถิ่น เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน เห็นว่ามาตรการดังกล่าวของรัฐบาลเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ซึ่งการจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำได้ก็เฉพาะในภาวะสงครามและเพื่อความมั่นคงของรัฐเท่านั้น
การที่รัฐบาลปิดกั้นสื่อในทุกระดับและทุกช่องทางเพียงหวังจะลดทอนเสียงของกลุ่มผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล จะเป็นชนวนเหตุทำให้สถานการณ์ยิ่งลุกลามและขยายตัวไปสู่ความรุนแรงได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง การเปิดให้สื่อของรัฐและสื่อเอกชนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลทำหน้าที่แต่เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
รัฐบาลจึงควรเปิดให้ทุกฝ่ายมีสิทธิในการสื่อสารอย่างเท่าเทียมกันเพื่อสร้างสมดุลของข่าวสาร และไม่สนับสนุนการใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง หรือสร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังฝ่ายตรงข้ามกับตัวเอง เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน จึงขอเสนอความเห็นต่อรัฐบาล ดังนี้
๑. ขอให้รัฐบาลยุติการดำเนินการปิดกั้นสื่อ และยกเลิกคำสั่งสั่งปิดเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้น และเปิดให้ทุกฝ่ายได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ตั้ง
๒. ขอให้รัฐบาลระงับยับยั้งการใช้สื่อในเครือข่ายของรัฐเป็นเครื่องมือยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง สร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังกัน และร่วมกันแสวงหาหลักเกณฑ์กติกาการใช้สื่อที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อรักษาพื้นที่ความคิดเห็นที่แตกต่าง ลดทอนความขัดแย้งและความเกลียดชัง
๓.วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐในการปฏิรูปสื่อ ส่งผลให้สังคมไทยขาดกลไกที่เป็นอิสระกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์เป็นเวลายาวนาน และรัฐมีการเลือกปฎิบัติหนุนสื่อที่เชียร์แต่ทำลายล้างสื่อที่คิดแตกต่าง ซึ่งมีแต่จะส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทยโดยรวม
เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน***
สู้เค๊าต่อไปเถอะนะ..ขบวนการมดสีแดง
ภาพโดย Norn Yun
ที่มา เฟซบุ๊ค
สื่อสารเรื่องราว เมื่อเหล่าจอมมาร โอโล่(OlO)ครองเมือง
ถึงเวลาแล้ว ที่พี่น้องทั้งหลาย จะออกมาปกป้องเพื่อนพ้อง และประกาศสิทธิความเป็นมดสีแดงงงงงง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น