'เด็กออทิสติก' ขอคืนพื้นที่ความจริงจากทหาร

จตุพร พรมพันธุ์ , นายการุณ โหสกุล , วิเชียร ขาวขำ , พรรคเพื่อไทย

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จี้ศอฉ.ปล่อยตัว เด็กส่งพิซซ่า

จี้ศอฉ.ปล่อยตัว เด็กส่งพิซซ่า
[Image: p0107110853p1.jpg]
เหยื่อพ.ค. - นายอำพล นาคบำรุง อายุ 18 ปี พนักงานร้านยาโยอิ เครือเอ็มเค
โดนลูกหลงยิงทะลุคอระหว่างยืนดูทหารสลายม็อบเสื้อแดง บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ
เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ล่า สุดยังเดินไม่ได้ รักษา ตัวที่ร.พ.ราชวิถี

หนุ่ม"เอ็มเค"โผล่ แฉถูกยิงทะลุคอ
เหยื่อปืนเหตุการณ์สลายม็อบแดงโผล่อีกราย เป็นหนุ่ม วัย 18 ปี
ทำงานอยู่ร้านเอ็มเค กำลังเดินไปทำงานปรากฏว่า
โดนปืนจากแนวทหารทะลุคอ อาการสาหัสเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น
เพราะกระสุนโดนเส้นประสาท โวยลั่นไม่มีหน่วยงานรัฐเหลียวแล

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
มีเหยื่อจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมม็อบแดง ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทุกวันนี้อาการยังไม่กระเตื้อง โดยเหยื่อรายนี้ คือ นายอำพล หรือ มอส นาคบำรุง อายุ 18 ปี
ถูกยิงเข้าที่ลำคอ เหตุเกิดบริเวณโรงแรมเซ็นจูรี่ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา
ซึ่งอาการล่าสุดนายอำพลยังเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็น
และทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี
และยังไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล

นายอำพล หรือมอส กล่าวถึงเหตุการณ์ที่ถูกยิงว่า
พ่อเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก แม่หายไปไม่มีการติดต่อเลย
ปกติใช้ชีวิตอยู่กับปู่และย่าที่จ.นครสวรรค์
จนเมื่อจบม.3 จึงมาหางานทำที่กรุงเทพฯ เพื่อหาโอกาสเรียนต่อ
ตนได้ทำงานที่ร้านอาหารยาโยอิ สาขามาบุญครอง เป็นร้านในเครือเอ็มเค มาประมาณปีกว่า
โดยเช่าที่พักอยู่กับเพื่อนใกล้สำนักงานป.ป.ส.
วันเกิดเหตุประมาณ 8 โมงเช้าวันที่ 15 พ.ค. ห้างมาบุญครองปิด
ตนได้รับคำสั่งให้ไปช่วยงานที่สาขาอื่น
จึงออกจากบ้านพักพร้อมเพื่อน เดินมาหารถเมล์ขึ้นที่ อนุสาวรีย์ชัยฯ
ก็เดินดูเหตุการณ์ไปด้วย
เห็นมีผู้มาชุมนุมจำนวนมาก ไม่ได้คิดว่าจะมีการยิงอะไรเพราะคนเยอะมาก

นายอำพลกล่าวว่า
พอถึงบริเวณเซ็นจูรี่ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ตนโดนยิงเข้าที่บริเวณข้างลำคอด้านซ้าย
และเชื่อว่าโดนกระสุนที่ยิงมาจากฝั่งทหารแน่นอน
ตอนโดนยิงรู้สึกตัวตลอด มาสลบ ที่ร.พ.รามาฯ
ตอนนั้นมีใครไม่ทราบหลายคนมาช่วยอุ้มตนขึ้นรถนำส่งโรงพยาบาล
ตนนอนรักษาตัวที่นั่นประมาณ 1 เดือน พอเดือนมิ.ย.จึงย้ายมาที่ร.พ.ราชวิถี

"ผมโดนยิงบริเวณลำคอฝั่งซ้ายทะลุออก หมอบอกว่าต้องใช้เวลาในการรักษาอีกนาน
เนื่องจากโดนเส้นประสาท ตอนนี้ทำกายภาพบำบัดทุกวัน
ช่วงเดือนแรก เริ่มยกมือได้บ้าง
แต่ยังไม่สามารถกำมือได้ และร่างกายส่วนล่างยังไม่สามารถขยับได้
พอเดือนส.ค.ก็เริ่มยกแขนทั้งสองข้างขึ้นได้
แต่ยังไม่สามารถกำมือได้
ผมไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ผมไม่ได้ไปร่วมชุมนุม กำลังเดินไปทำงาน
แต่กลับโดนยิง เบื่อรัฐบาลนี้มาก อยากให้พวกเขาโดนอย่างผมบ้าง" นายอำพลกล่าว

นายอำพลกล่าวว่า เมื่อช่วงเดือนก.ค.ที่ผ่านมา
ตนได้ไปอยู่ที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูสวางคนิวาส ต.บางปู จ.สมุทรปราการ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย
โดยไปที่นั่นพร้อมคุณปู่อายุเกือบ 70 ปี ส่วนคุณย่าและญาติยังคงอยู่ที่นครสวรรค์
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ตนกลับมาที่ร.พ.ราชวิถีอีกครั้ง
เนื่องจาก ขาข้างขวาบวมจากเหตุติดเชื้อบริเวณข้อกระดูกสะโพกข้างขวา
ตอนนี้ต้องการรถเข็นและบล็อกคอไว้ตลอด
อยากให้รัฐบาลรับผิดชอบเหตุการณ์ที่ตนประสบครั้งนี้ด้วย


http://www.khaosod.co.th/view_news.php?n...B4TVE9PQ==

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง (11 ส.ค.): ดับเบิ้ลสองมาตรฐาน

วันพุธ, สิงหาคม 11, 2010

กาหลิบ: ขุดเรื่องพระวิหาร...สันดานใคร

คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
โดย กาหลิบ
ที่มา Democrazy100%
11 สิงหาคม 2553

น่าเวทนาเป็นที่สุด เดี๋ยวนี้ตกต่ำถึงขนาดไปควักเรื่องเก่าเล่าใหม่ในกรณีปราสาทพระวิหารมาเล่นเป็นเรื่องระดับชาติ โดยมีจุดประสงค์เพียงจะเร้ากระแสชาตินิยมมารักษาระบอบเก่าที่เสื่อมทรุดอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีลูกเล่นอะไรอีกแล้ว

มียุคไหนบ้างที่โหมโฆษณาระบอบเผด็จการโบราณผ่านทุกสื่อภายใต้อำนาจรัฐอย่างล้นเหลือมากมายจนเกินพอดีและขาดความ “พอเพียง” อย่างในยุคนี้

มียุคไหนบ้างที่พล่ามคำว่า “สมานฉันท์” “สามัคคี” “ปรองดองในชาติ” พร้อมไล่ล่าฆ่าคนไทย กักขัง จำคุก ซ้อมจนกระอักเลือดกันทั่วราชอาณาจักรอย่างในยุคนี้

มียุคไหนบ้างที่อ้างความเป็นประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจเผด็จการทุกทิศทางเหมือนในยุคนี้

แต่เลวบริสุทธิ์ชนิดครบวงจรกันแล้ว ความศักดิ์สิทธิ์ของเผด็จการเก่าก็ยังเสื่อมลงไปทุกวันในหัวใจของประชาชน จนจะเน่าคาเตียงอยู่แล้ว เขาจึงต้องดิ้นรนกระวนกระวายหาสิ่งอื่นมาเป็นลูกเล่นทดแทนเล่ห์กลเก่าๆ ที่ใช้ไม่ได้ผลเหมือนกระสุนด้าน

เรื่องนั้นคือความโกรธแค้นของชนชั้นสูงของไทยในกรณีประสาทพระวิหาร

แพ้เขามาอย่างเปิดเผยกลางศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศจนเป็นที่รับรู้กันทั่วระดับโลกตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๕ ภายใต้เผด็จการสฤษดิ์ครองเมือง จนไม่กล้าไปวอแวอะไรกับเขาอีก นั่งนิ่งเฉยมาเกือบ ๕๐ ปีจนคนทั่วโลกเขามั่นใจว่าประเทศไทยเป็นชาตินักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ และกล้ายืดอกยอมรับความจริงในชีวิตอย่างผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ

เราจะใช้ประโยชน์ใดๆ จากปราสาทพระวิหาร โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ก็ทำได้ทุกอย่าง เพียงร่วมมือกับเขาอย่างอารยประเทศเท่านั้น ยิ่งวันนี้เขามาเป็นสมาชิกร่วมประชาคมอาเซียนลำดับที่ ๑๐ ก็ยิ่งง่าย แสวงหาความร่วมมือในระดับทวิภาคีกันได้ทุกเรื่อง

แล้วไปขุดความแค้นเก่าๆ มาขายความขี้เท่อของตัวเองหาพระแสงด้ามยาวอะไรกัน?

เรื่องนี้จึงไม่ต้องดูลึกซึ้งอะไรเลย เอาตาตุ่มมองก็รู้แล้วว่าทั้งเจ้านายและไพร่พลที่ร่วมกันจุดไฟเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ได้สนใจเลยว่ากรรมสิทธิ์ในปราสาทพระวิหารและที่ดินโดยรอบหรือใกล้เคียงจะเป็นของใครอย่างไร แต่ต้องการหาเรื่องเขาเพื่อเอาผลทางการเมืองในประเทศอย่างคนใจแคบเห็นแก่ตัวจัดเท่านั้นเอง

แล้วไปหลอกล่อคนไทยที่เขารักชาติรักแผ่นดิน แต่อาจไขว้เขวในข้อมูลสำคัญ เรียกร้องให้เขาออกมาสละชีพเพื่อชาติทั้งๆ ที่ชาติไม่ได้มีปัญหาอะไร เว้นแต่มีเผด็จการชั่วๆ ครองเมืองอยู่เท่านั้น

เหมือนพันธมิตรฯ ที่ใช้ชื่อในช่วงแรกว่า “ขบวนการกู้ชาติ” อย่างไม่รู้จักอายนั่นล่ะครับ

กรณีปราสาทพระวิหารถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเมื่อเครื่องมืออื่นๆ เริ่มไม่ได้ผล

ภาวะฉุกเฉินก็เริ่มถูกกดดันจากรอบทิศให้ยกเลิก

รัฐบาลทำงานไม่ได้ ทำงานไม่เป็น ประเทศจมลงเรื่อยๆ

ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ เริ่มละอายแก่ใจ ไม่อยากทำงานตามสั่งของผู้เผด็จการที่ไม่ต้องมาร่วมรับผิดชอบในอาชญากรรมที่ตัวสั่งให้เขาทำ

ทหารใหญ่ที่วางตัวให้เป็นแม่ทัพคนใหม่ก็โง่เง่าบ้าดีเดือด มีลักษณะเหมือนระเบิดเวลามากกว่ามนุษย์ที่มีสติสัมปชัญญะ

การแสดงความรักเทิดทูนในอะไรบางอย่างก็เข็นไม่ขึ้น ถึงขนาดต้องเกณฑ์คนมาแสดงความรักความห่วงใยกันแล้วในวันนี้

สุดท้ายต้องไปเอาโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์มาเล่นซ้ำ โดยเอาคนเสื่อมสภาพอย่าง พลตรี จำลอง ศรีเมือง มาเป็นตัวชู โดยหวังจะเร้าใจคนไทยให้ตื่นเต้นตื่นตัวเพื่อรักษาปราสาท โดยไม่รู้เลยพวกที่อยู่เหนือหัวของเขาแต่ละคนขึ้นไปนั้น เขาหลอกใช้ตัวเองเพื่อรักษาอำนาจอันล้นพ้นของเขาไปเรื่อยๆ แบบข้ามยุคข้ามสมัยเท่านั้นเอง

ไม่อย่างนั้นเขาจะนั่งนิ่งเฉยกับเรื่องนี้มาครึ่งค่อนศตวรรษแบบคนหูหนวกตาบอดได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น ท่านวิญญูชนทั้งหลายครับ กรุณาอย่าเป็นเหยื่อเขาเลย.

--------------------------------------------------------------------------------
ข่าวSMSของฝ่ายประชาธิปไตย เชิญสมัครสมาชิก SMS-TPNews โดยทีมงานเสื้อแดง เที่ยงตรง ไม่บิดเบือน ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง (11 ส.ค.): ดับเบิ้ลสองมาตรฐาน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 สิงหาคม 2553

***ข่าวพาดหัวผู้จัดการASTV สั่ง ตร.กิริยาสุภาพรับ 79 พันธมิตรฯ เข้ารับข้อกล่าวหา ตำรวจเนวิน “พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง” ซักซ้อมความเข้าใจพนักงานสอบสวนพร้อมรับ 79 พันธมิตรฯ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีอยู่หน้าสนามบินในวันที่ 26 ส.ค.นี้ เน้นย้ำทุกคนพูดจาดี กิริยามารยาทสุภาพ อดกลั้น เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน

พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยู่หน้าสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง รวม 79 คน พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. ซักซ้อมทำความเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและกำลังคอมมานโด บก.ป. หากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเดินทางมารับทราบข้อหาพร้อมกันในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและมีแนวทางการปฏิบัติตรงกัน

ผมได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนทุกคนพูดจาดี กิริยามารยาทสุภาพ อดกลั้น เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน และทำให้ทุกอย่างในวันนั้นผ่านไปด้วยความเรียบร้อย และหากผู้ถูกหมายเรียกครั้งที่ 2 ไม่มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ก็จะขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป


***


***วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษกเวทีนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ที่รอดจากการถูกจับกุมคุมขัง แจ้งข่าวผ่านทางเฟสบุ๊คมาว่า ได้ไปพบปะกับพี่น้องเราใน ตจว. ค่อยอุ่นใจได้บ้างเพราะแดงในแต่ละพื้นที่พร้อมสู้ไมถอยหนี ยังเหนียวแน่นมั่นคงและเพิ่มมากกว่าเดิม ขอไห้ทุกคนสบายใจ ในที่สุดฝ่ายประชาธิปไตยจะได้รับชัยชนะ วันนี้ความจริงเริ่มปรากฏคนทั่วโลกเริ่มรู้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย และกรรมกำลังจะมาเยือนพวกที่ร่วมมือกันฆ่าประชาชนแล้วครับ ไม่นานเกินรอเตรียมตัวรักษาชีวิตไว้ดูความย่อยยับของพวกมันกันนะครับ และจะถึงวันของประชาชนที่รักประชาธิปไตยมีชัยชนะ***

กำหนดการเสวนา ครบรอบ ๔ เดือน ๑๐ เมษายน ๕๓ หัวข้อ “เมื่ออำนาจพรก.ฉุกเฉิน อยู่เหนือสิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ”วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๕๓

เวลา ๑๔.๐๐- ๑๗.๐๐ น.
- พบกับเยาวชนผู้ถูกดำเนินคดี จาก จ.เชียงราย
- นายอติพงศ์ สันติวงศ์ (น้องเบิร์ด)
ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงบริเวณตา เมื่อ ๑๐ เมษายน
- ดร.วรพล พรหมมิกบุตร ผู้ดำเนินรายการ
เวลา ๑๗.๐๐-๑๘.๐๐ น.
- พบกับมินิคอนเสิร์ต โดย แป๊ะ บางสนาน และผองเพื่อน***


***กิจกรรมโครงการงาน 110 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ในเดือนสิงหาคม

วันจันทร์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓

๑. งานครบรอบ ๖๕ ปี วันสันติภาพไทย เริ่มเวลา ๐๗.๑๕ น. - ๑๒.๐๐ น.

ณ ลานอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย ถ.เสรีไทย ซอย ๕๓ เขตบึงกุ่ม กทม.

๒. ฝ่ายเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง "พระเจ้าช้างเผือก" พร้อมกันทั่ว ประเทศ ( ๗๖ จังหวัด) โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ส่วนกลางจัดฉาย ณ ลานหอศิลปวัฒนธรรมเเห่งกรุงเทพมหานคร เวลา ๑๘.๐๐ น. หลังเคารพธงชาติ (ชมฟรี)
คลิกอ่านบทความของโดม สุขวงศ์ เกี่ยวกับThe King of the White Elephant ที่ http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=43&s_id=18&d_id=14

๓. การแสดงละครเวทีเรื่อง "คือผู้อภิวัฒน์"

วันเสาร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๐ น.
วันอาทิตย์ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม มล.ตุ้ย ชั้นที่ ๘ อาคาร HB 7 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
บัตร ๒๐๐ บาท นศ. ๑๐๐ บาท
สอบถามรายละเอียด โทร. ๐๘๖ ๗๒๘ ๖๘๒๘ / ๐๘๑ ๕๖๒ ๔๖๓๖

วันศุกร์ที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. และ ๑๘.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิัทักษ์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์

***หลังจากเราแพร่ข่าวไปว่า มีการเปิดตัวหนังสือพิมพ์ ไฮแลนด์ นิวส์ ฉบับ พีเพิล แชนแนล ก็มีคนถามเข้ามาเยอะอยากอุดหนุน ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ทางช่องเอเชียอัพเดต หน้าแรกของไทยอีนิวส์นะครับ เขามีโฆษณาเป็นระยะๆ หรือท่านใดใจร้อนผ่านไปอิมพีเรียลลาดพร้าวเชิญที่ชั้น 5***

***ความคืบหน้าคดีนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 18 ปี เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2552 และทนายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 27 ต.ค.2552 ต่อมาทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 ก.ค.53 โดยระบุถึงสาเหตุขากรรไกรอักเสบรุนแรง ทำให้อ้าปากได้เพียงเล็กน้อยและต้องเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือ ขีดความสามารถเพียงพอ ทั้งยังต้องพักฟื้นอีก 1-2 ปี นอกจากนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีความผิดฐานเดียวกันก็ได้รับการปล่อยชั่วคราวเรื่อยมา

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง ตามพฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะการกระทำของจำเลย กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนและสักการะ และส่งผลกระทบกระเทือนจิตใจของปวงชนผู้จงรักภักดีอย่างกว้างขวาง จึงถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง ประกอบกับศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยรวม ๑๘ ปี หากไดรับการปล่ออยชั่วคราวแล้วไม่เชื่อว่าจำเลยจะไม่หลบหนี ส่วนเหตุที่อ้างว่าจำเลยเจ็บป่วยนั้น จำเลยอาจร้องขอต่อราชทัณฑ์เพื่อไปรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่มีขีดความสามารถรักษาพยาบาลอาการป่วยของจำเลยได้อยู่แล้ว จึงยังไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายดารณี กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่น้องสาวซึ่งเจ็บป่วยไม่ได้รับการประกันตัว ทำให้ตนเองซึ่งอยู่จังหวัดภูเก็ตต้องเดินทางมาเยี่ยมแทบทุกอาทิตย์มาเป็นเวลา 2 ปีกว่าแล้ว พร้อมทั้งต้องฝากเงินให้ดารณีเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อนมและอาหารอ่อนด้วย เนื่องจากดารณีอ้าปากได้น้อยมากและไม่สามารถทานอาหารที่เรือนจำจัดให้ได้ ขณะเดียวกันตนเองก็ประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้ช่วยเหลือน้องสาวได้น้อยลงด้วย ดังนั้น หากผู้ใดประสงค์จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในส่วนนี้สามารถโอนเงินเข้ามาได้ที่บัญชีออมทรัพย์ ชื่อ นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาถนนพูนผล เลขที่ 297-1-25805-5***

**************************************
แถลงการณ์ ประณามรัฐบาลปิดวิทยุชุมชนที่นครศรีธรรมราช

หลังการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ รัฐบาลได้อาศัยอำนาจของกฎหมายปิดกั้นช่องทางการสื่อสารของประชาชน ทั้งเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ตลอดจนปิดสถานีวิทยุชุมชนที่เสนอเนื้อหาตรงข้ามกับรัฐบาล ล่าสุด

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนกรฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปราม เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) กว่า 50 นาย ได้บุกจับวิทยุชุมชนและเคบิลทีวีชุมชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชกว่า 12 สถานี โดยตั้งข้อหากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 โดยตั้งข้อหาความผิด 3 ประการ คือ การประกอบกิจการวิทยุชุมชนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ,การใช้เครื่องส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และการใช้คลื่นความถี่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต

หนึ่งในนั้นมีผู้สื่อข่าวอาวุโส ของนครศรีธรรมราช เช่น สุรโรจน์ นวลมังสอ จากนครโพสต์ สมพร รักหวาน จากสถานี CSTV เคเบิลท้องถิ่น เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน เห็นว่ามาตรการดังกล่าวของรัฐบาลเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และละเมิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ซึ่งการจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำได้ก็เฉพาะในภาวะสงครามและเพื่อความมั่นคงของรัฐเท่านั้น

การที่รัฐบาลปิดกั้นสื่อในทุกระดับและทุกช่องทางเพียงหวังจะลดทอนเสียงของกลุ่มผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล จะเป็นชนวนเหตุทำให้สถานการณ์ยิ่งลุกลามและขยายตัวไปสู่ความรุนแรงได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง การเปิดให้สื่อของรัฐและสื่อเอกชนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลทำหน้าที่แต่เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน

รัฐบาลจึงควรเปิดให้ทุกฝ่ายมีสิทธิในการสื่อสารอย่างเท่าเทียมกันเพื่อสร้างสมดุลของข่าวสาร และไม่สนับสนุนการใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง หรือสร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังฝ่ายตรงข้ามกับตัวเอง เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน จึงขอเสนอความเห็นต่อรัฐบาล ดังนี้

๑. ขอให้รัฐบาลยุติการดำเนินการปิดกั้นสื่อ และยกเลิกคำสั่งสั่งปิดเว็บไซต์ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม และวิทยุชุมชนที่เกิดขึ้น และเปิดให้ทุกฝ่ายได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ โดยคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นที่ตั้ง

๒. ขอให้รัฐบาลระงับยับยั้งการใช้สื่อในเครือข่ายของรัฐเป็นเครื่องมือยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง สร้างการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชังกัน และร่วมกันแสวงหาหลักเกณฑ์กติกาการใช้สื่อที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อรักษาพื้นที่ความคิดเห็นที่แตกต่าง ลดทอนความขัดแย้งและความเกลียดชัง

๓.วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐในการปฏิรูปสื่อ ส่งผลให้สังคมไทยขาดกลไกที่เป็นอิสระกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์เป็นเวลายาวนาน และรัฐมีการเลือกปฎิบัติหนุนสื่อที่เชียร์แต่ทำลายล้างสื่อที่คิดแตกต่าง ซึ่งมีแต่จะส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมไทยโดยรวม


เครือข่ายอาสาสมัครนักสื่อสารชุมชน***

สู้เค๊าต่อไปเถอะนะ..ขบวนการมดสีแดง


ภาพโดย Norn Yun
ที่มา เฟซบุ๊ค

สื่อสารเรื่องราว เมื่อเหล่าจอมมาร โอโล่(OlO)ครองเมือง

ถึงเวลาแล้ว ที่พี่น้องทั้งหลาย จะออกมาปกป้องเพื่อนพ้อง และประกาศสิทธิความเป็นมดสีแดงงงงงง








๑๐ ธันวาวันธรรมศาสตร์รักชาติไทย

วันเสาร์, พฤศจิกายน 28, 2009

๑๐ ธันวาวันธรรมศาสตร์รักชาติไทย


เรื่องโดย อ.วิภา ดาวมณี*
ออกแบบประติมากรรม อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ
ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม นายอเนก เจริญพิริยะเวศ
28 พฤศจิกายน 2552

ใกล้ ๑๐ ธันวาคมเข้ามา ชาวธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะที่รวมตัวกันเป็นสมาคมศิษย์เก่าก็ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ มีการจัดกิจกรรมทุกๆปีจนเป็นประเพณี

ปีนี้เสื้อธรรม ศาสตร์ที่เพิ่งออกมาพาให้ผู้คนแปลกใจ เพราะเป็นสีธงชาติไทย ที่มีขาวแดงน้ำเงินเป็นสีหลัก หากจะตั้งชื่อยุคสมัยให้กับความเป็นไปของธรรมศาสตร์ในบริบทของสังคมไทย ปัจจุบัน ก็อาจเรียกได้ว่า ยุคธรรมศาสตร์ชาตินิยม กระมัง ภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยมที่กำลังอบอวลด้วยสัญลักษณ์ “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ”....

เรา ลองมองย้อนกลับไปเมื่อแรกตั้งธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัย ภายหลัง “การอภิวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๕” คณะราษฎรได้เข้าทำการยึดอำนาจและประกาศหลัก ๖ ประการ เพื่อสิทธิเสมอภาค เสรีภาพ ความเป็นอิสระ ก่อร่างสร้างประชาธิปไตย โดยให้การศึกษากับราษฎรอย่างเต็มที่

สองปีถัดมา เมื่อ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๗ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้น โดยมีชื่อว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เพื่อการศึกษาของสามัญชนในแบบตลาดวิชา

ทันที ที่เปิดก็มีผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาศึกษาจากทั่วประเทศ กว่าเจ็ดพันคน มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ประดุจ “บ่อน้ำ” ที่คอยดับความกระหายของราษฎรที่แสวงหาความรู้ในทางสังคมการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่รองรับการปกครองรูปแบบใหม่ที่สถาบัน พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ยอดโดมหกเหลี่ยมที่สะท้อนความหมายหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร จึงตั้งตระหง่านสูงเด่น เป็นสัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์มาจนทุกวันนี้

แม้จะมีผู้หลักผู้ใหญ่บางคนจะกล่าวถึงความสำเร็จในการย้ายธรรมศาสตร์ไปยังรังสิตเมื่อเร็วๆนี้ว่า “ โดมธรรมศาสตร์ จะสำคัญอะไรนักหนา ” อาจจะเพราะมิได้เรียนรู้ หรือสนใจและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร์ในคราวนั้น

แต่ อย่างไรก็ตาม ความเป็นมาของการสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือที่มาของจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ จากวันนั้นนักศึกษาธรรมศาสตร์ก็ยิ่งเข้าไปมีบทบาททางการเมือง และในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกับประชาชนและผู้รักประชาธิปไตยอีกมาก มาย

วันนี้หากใครได้เดินผ่านประตูรั้วของธรรมศาสตร์เข้ามาก็จะเห็นว่าด้านหน้า ของหอประชุมใหญ่เรียงรายด้วย ประติมากรรมจำนวน ๘ ชิ้นงาน ซึ่งบ่งบอกลำดับเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย ๑๑ เหตุการณ์ด้วยกัน

จากด้านที่ติดกับคณะนิติศาสตร์ ด้านในสุดของสวนไล่เรียงมา จะเป็นศาลาสีเงินรูปหกเหลี่ยม โปร่ง หลังคาคล้ายหลังคาตึกโดม มีเสาค้ำยัน ๖ ต้นรองรับ แทนความหมายของหลัก ๖ ประการ ซึ่งประกาศโดยคณะราษฎร คือ

๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลายของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก

๓. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ

จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔. จะต้องให้ราษฎรได้สิทธิเสมอภาคกัน

๕.จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพ ความเป็นอิสระ เพื่อเสรีภาพ (โดยไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการข้างต้น)

๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่กับราษฎร


ถัดมาใกล้กับกำแพงรั้วด้านพิพิธภัณฑ์ เป็น ประติมากรรมนูนสูงสีทอง มีรูปโดมอยู่ตรงกลาง นักศึกษาหญิงชาย ชูตราชั่งแห่งความยุติธรรม อีกด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ธรรมจักร คัดข้อความบางตอนของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรืออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยกล่าวรายงานในวันสถาปนามหาวิทยาลัยมาไว้


โดย ถือให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปีเป็นวันธรรมศาสตร์ ประติมากรรมชิ้นที่สองนี้จึงแทนวันธรรมศาสตร์ที่ชาวธรรมศาสตร์จะมาร่วมกัน รำลึก เรียกชื่อชิ้นงานว่า “ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและเป็นรากฐานในการสร้างปัญญาชน และบัณทิตใหม่ เม็ดเลือดใหม่ของสังคมไทยขึ้นมารองรับระบอบประชาธิปไตย


ถัดเข้ามาตรงกลางเป็นประติมากรรมที่สะท้อนเหตุการณ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกใช้เป็นกองบัญชาการของขบวนการเสรีไทย และเป็นสถานที่กักกันคนต่างชาติ มีบุคลากรนักศึกษาธรรมศาสตร์และประชาชนชาวไทย ในนามของขบวนการเสรีไทยร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น รวมทั้งแสดงเจตจำนงค์ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไทยที่ไปสนับสนุนญี่ปุ่นในขณะนั้น ขบวนการนี้ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้ในสงคราม จึงมีภาพปืนใหญ่ และเหล่ายุวชนเสรีไทยที่อาสาสู้ศึกในลักษณะประติมากรรมลอยตัวเป็นสีดำบ่งบอก ความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของตน


ส่วนอีกชิ้นงานหนึ่งที่นักศึกษารุ่นปัจจุบันน่าจะกลับมาค้นคว้าศึกษาเปรียบ เทียบให้เกิดความรับรู้มากขึ้น ก็คือประติมากรรมสะท้อน “ ขบวนการนักศึกษาธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๔ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ ” หลายคนอาจจะรู้จักเพียง เหตุการณ์หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบแบ่งขั้วแบ่งสีในปัจจุบัน และประวัติศาสตร์การเมืองไทยระยะใกล้ๆ ในยุคพฤษภา ๒๕๓๕ หรือ ยุค ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ แต่ไม่เคยรู้ว่าก่อนหน้า

หลายปีมาแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาไทยได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีทั้งกระบวนวิธีคิด วิธีการทำงาน การรวมตัวจัดตั้ง มีอุดมการณ์ และจิตใจที่องอาจกล้าหาญ ควรแก่การศึกษายกย่อง ประติมากรรมชิ้นนี้จึงรวม ๓ เหตุการณ์สำคัญในเวลาใกล้ๆกันเพื่อสะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของนักศึกษายุค นั้น

เหตุการณ์แรกคือ ภายหลังการทำรัฐประหาร ปี พ.ศ.๒๔๙๐ ธรรมศาสตร์ประสบกับความผันผวนและภัยทางการเมืองเป็นอย่างรุนแรง ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒ มีเหตุการณ์กบฏวังหลวงที่ฝ่ายสูญเสียอำนาจต้องการทวงอำนาจคืน และยังเกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันในเวลาต่อมา ฝ่ายกองทัพบกจึงเข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องอพยพไปอยู่ที่เนติบัณฑิตยสภาบ้าง ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาบ้าง

จนวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๔ นักศึกษาธรรมศาสตร์ประมาณ ๓๐๐๐ คนได้รวมตัวกันเดินขบวนเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืนจากการยึดครองของกองทัพบก ภายใต้คำขวัญ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” และได้คืนมาในวันที่ ๕ พฤศจิกายนปีเดียวกัน


เราจึงเรียกวันที่ ๕ นี้ว่าเป็นวันธรรมศาสตร์สามัคคี ซึ่งในปีนี้วันธรรมศาสตร์สามัคคีกลับเงียบเหงา เพราะอาจจะไม่ค่อย หรือไม่อาจจะสามัคคี จึงไม่มีคำขวัญเช่นวันเก่าก่อนเสียแล้ว

เหตุการณ์ที่สองใน ปีถัดมา พ.ศ.๒๔๙๕ นักศึกษาก็ร่วมกันรณรงค์ต่อต้านสงครามในยุคสงครามเย็น คัดค้านการส่งทหารไทยไปรบในเกาหลี เพื่อต่อต้านการขยายอำนาจอิทธิพลของจักรวรรดินิยมอเมริกา รัฐบาลยุคเผด็จการฟัสซิสต์คุกคามกวาดล้างจับกุมและคุมขัง ตั้งข้อหา กบฎสันติภาพ

นับจากปีนั้นถึงปีนี้ 50 ปีพอดี ผลจากการรณรงค์ดังกล่าวมีนักศึกษาธรรมศาสตร์ถูกจับกุมรวม ๑๙ คน กลายเป็น”ขบวนการสันติภาพ”

ส่วนเหตุการณ์ที่ ๓ นั้นเกิดจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย ที่กำลังเปลี่ยนจากระบอบพิบูลสงคราม นำโดยเผด็จการทหาร จอมพล ป. ไปสู่การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมป์ของเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภายใต้การก้าวขึ้นมามีอำนาจของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งฟื้นการมีบทบาทอย่างเข้มแข็งของสถาบันประเพณี ที่เรียกว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยม นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับประชาชน และนักศึกษาสถาบันอื่นๆ คัดค้าน เปิดโปง และ ร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งสกปรก

จน “การเดินขบวน” ได้กลายเป็นประเพณีทางการเมือง นับเป็นขั้นสูงสุดของการสำแดงพลังนิสิตนักศึกษาประชาชนขณะนั้น ไม่ถึงกับยึดทำเนียบรัฐบาล หรือยึดสนามบินในนามขบวนการประชาชนเช่นปัจจุบัน

ในช่วงปี ๒๕๐๖ ถึง ๒๕๑๓ การเมืองไทยอยู่ในวังวนของอำนาจเผด็จการทหาร ถนอม-ประภาส-ณรงค์นักศึกษาอยู่ในฐานะอภิสิทธิชนมีความภาคภูมิใจในสถานภาพของ ตน และใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ นักวิชาการบางท่านเรียกขานยุคนี้ว่า “ยุคสายลมแสงแดด”

นัก ศึกษาธรรมศาสตร์ในยุคนี้แทบไม่มีใครทราบอดีตเลยว่า ใครเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยมีความเป็นมาอย่างไร มีประวัติอย่างไร เนื่องจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์ในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่๘ และต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศ ทั้งยังถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

ในเวลานั้นนัก ศึกษาส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการแข่งขันกีฬา พาเหรด แบ่งสี แบ่งสถาบัน จำกัดการจัดกิจกรรมอยู่เฉพาะในแวดวงกีฬา และบันเทิงภายในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่สนใจสังคมการเมือง และไม่ใส่ใจในทุกข์สุขของประชาชน

“ยุคสายลม แสงแดด” นี้อาจจะใกล้เคียงกับบรรยากาศในรั้วมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ทุกๆเย็นเราจะเห็นนักศึกษาทุ่มเมกับการซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ ทั้งอาจารย์ และนักศึกษาต่างตั้งหน้าตั้งตาเรียน ตั้งตาสอน และทำงานวิจัย หมกมุ่นกับการทำรายงานและเอกสารเพื่อการประเมินคุณภาพวิชาการ จนไม่มีเวลาหันมาสนใจสังคมที่กำลังมีวิกฤตมากกมาย

หลายคนเรียกปี ระหว่างรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการเริ่งกลับสู่ยุคสายลมแสงแดดอีกครั้ง หรือเรียกว่ายุคสายลมแสงแดดครั้งที่ ๒ ของธรรมศาสตร์

จนเมื่อนักศึกษาบางส่วนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองจากกระแสต้านสงครามใน เวียตนามที่สหรัฐอเมริกาใช้ไทยเป็นฐานทัพ ประกอบกับการเมืองที่เป็นเผด็จการ นักศึกษา ปัญญาชน เริ่มตั้งคำถามถึงสถานะของตนเอง ประชาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เริ่มมีความตื่นตัวอีกครั้งหนึ่ง

กล่าว คือ มีการสร้างกลุ่ม ชมรม องค์กรนักศึกษา ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวงกว้าง แหวกรั้วมหาวิทยาลัยออกไปสู่สังคมภายนอก ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งมีผลสะท้อนกลับคือ ทำให้นักศึกษากลายเป็นพลัง และกลุ่มกดดันทางสังคม เป็นยุคที่รู้จักกันดีในชื่อ “ยุคฉันจึงมาหาความหมาย”

จาก อิทธิพลทางความคิดและบทกวีอมตะหลายๆบท และหนึ่งในบทกวีเหล่านั้นมาจากหนังสือเพลงเถื่อนแห่งสถาบัน (ปี พ.ศ. ๒๕๑๑) ของ วิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ปี ๓ ในห้วงเวลาดังกล่าว ....นักศึกษาหลายต่อหลายคนที่ได้รับแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของ ตนจากบทร้อยกรองสั้นๆที่ว่า

“ ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง.....
ฉันจึงมาหาความหมาย......
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย.........
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”


ประติมากรรม“ยุคสายลมแสงแดด และยุคแสวงหา” เป็นโลหะฝังลงบนแท่นหิน ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางริมทางเดินหน้าหอใหญ่ สะท้อนสองยุคสมัยที่อยู่ตรงข้าม เสมือนด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน

ช่วงปี ๒๕๑๔ - ๑๕ ต้องถือว่าเป็นช่วงรอยต่อของการคิด ไปสู่การเคลื่อนไหว ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยแก้ปัญหาให้คนจน แก้ปัญหาให้ประเทศไม่ได้ นักศึกษาหลายสถาบันที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเริ่มตั้งคำถามอย่างที่ รุ่นพี่เคยตั้งคำถาม เช่นถามว่า....เราคือใคร เราเกิดมาทำไม ยิ่งไปกว่านั้นเราต้องทำอะไรบ้าง …



ก่อน เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ประมาณ ๒ ปี มีการสร้างกระแสสำนึกในหมู่นักกิจกรรมว่า โครงสร้างของตึกในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหล็กเส้นข้างในจริงๆ มันคือกระดูกของคนทั้งประเทศ นั่นคือกระดูกของชาวนา น้ำประปาที่เราเปิดก๊อกออกมา นี่ก็คือเหงื่อของกรรมกร

นักศึกษาหรือนักกิจกรรมเหล่านั้นเชื่อกันว่า ด้วยลำพังพ่อแม่ของเรา เราไม่สามารถเรียนถึงขั้นอุดมศึกษา หรือเรียนถึงขั้นปริญญาได้ มหาวิทยาลัยเป็นผลิตผลทางประวัติศาสตร์ เป็นผลึกของอารยธรรมของประเทศของสังคมทั้งหมด มาจากการสะสมความรู้ตลอดไม่รู้กี่ชั่วอายุคน มหาวิทยาลัยมาจากเงินภาษีอากร เวลานั้นพ่อแม่ส่งให้เราเรียน ค่าเรียนที่ธรรมศาสตร์เพียงหน่วยกิตละ ๒๕ บาท มีอาจารย์อยู่เต็มมหาวิทยาลัย นักศึกษาเป็นพันๆ คนที่ได้มีโอกาสเรียน

ความรู้ที่นักศึกษาได้นอกเหนือจากตำรา คือ ความรู้จากการอ่าน จากหนังสือ จากวรรณกรรม จากห้องสมุด จากหนังสือทำมือ จากวารสารต่างๆ มีหนังสือจำนวนมากที่มีผลผลักดันให้นักศึกษาเข้าสู่การเคลื่อนไหว เช่น หนังสือของ “สด กูรมะโรหิต” ซึ่งเป็นผู้นำความคิดลัทธิสหกรณ์ในประเทศไทยคนสำคัญ

หนังสือเรื่อง ‘ขบวนเสรีจีน’ เป็นเรื่องของนักศึกษาจีนต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงคราม เรื่อง ‘ระย้า’ เป็นกลุ่มคนจนลุกขึ้นมาต่อต้านคนรวย รวมไปถึงต่อต้านอำนาจรัฐ และข้าราชการคอรัปชั่น นักคิดในกระแสเสรีนิยม สังคมนิยม และแนวเศรษฐศาสตร์การเมืองรวมตัวกันผลิตหนังสือ วารสารที่ฉีกกรอบเดิมมากขึ้น และมากขึ้น เช่น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารลอมฟาง วารสารโซตัสใหม่ที่คัดค้านระบบอาวุโสในมหาวิทยาลัย คัดค้านการที่รุ่นพี่กดขี่เอารัดเอาเปรียบรุ่นน้อง ฯลฯ

มาถึงยุคเคลื่อนไหวประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๕ มีการเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้นำรณรงค์ให้คนทั้งประเทศใส่ผ้าดิบ เริ่มขบวนการชาตินิยมกลายๆขึ้นมา

ยิ่งไปกว่านั้นนิสิตนักศึกษายัง เห็นว่า การรวมตัวกันทำอะไรให้กับสังคมนั้นเป็นไปได้ สมาชิกสภาหน้าโดมที่เป็นนักศึกษา-นักกิจกรรมของธรรมศาสตร์ได้มีส่วนอย่างมาก ในการคัดค้านการประกวดนางสาวไทย นอกเหนือจากการคัดค้านงานฟุตบอลประเพณีที่ฟุ้งเฟ้อ

เมื่อนักศึกษา เริ่มเคลื่อนไหว เริ่มรวมตัว ก็เริ่มตกเป็นเป้าคุกคามเสรีภาพจากผู้บริหารประเทศ สะท้อนออกชัดเจนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง รัฐบาลส่ง ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ ไปเป็นอธิการบดีเพื่อควบคุมนักศึกษารามคำแหง เพราะตอนนั้นเป็นมหาวิทยาลัยเปิดเพียงแห่งเดียว

มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ได้หมดสภาพความเป็นมหาวิทยาลัยเปิดไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่มีการสอบเข้า คนจนเริ่มได้เรียนน้อยลง คนจนส่วนหนึ่งจึงต้องไปเรียนที่รามฯ มีการเคลื่อนไหว มีการรวมกลุ่มนักศึกษา ทำให้กลุ่มอิสระของนักศึกษาทั้งหลายเริ่มมองเห็นภัยของเผด็จการที่เข้ามา แทรกแซงกิจกรรมของนักศึกษาอย่างชัดเจน

มีการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อทวงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คืนจากรัฐบาลจอมพล ถ. จนมาถึงการเคลื่อนไหวคัดค้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่๒๙๙ ในเดือนธันวาคมปี ๒๕๑๕ เป็นครั้งแรกที่นักศึกษาต่อสู้กับอำนาจรัฐโดยตรง คือคัดค้านกฎหมายที่รัฐบาลเผด็จการประกาศใช้เพื่อปิดกั้นเสรีภาพ ของสื่อมวลชน โดยรัฐสามารถตรวจข่าวได้ทุกข่าว ถ้าข่าวใดที่รัฐไม่เห็นด้วยก็จะตีพิมพ์ไม่ได้

กลุ่มอิสระในธรรมศาสตร์ได้แก่ สภาหน้าโดม กลุ่มเศรษฐธรรม กลุ่มผู้หญิง ชมรมนิติศึกษา และสภากาแฟ ทั้งหมดนี้มีการนัดหมายเดินขบวนกัน โดยเริ่มชุมนุมใหญ่จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วเดินเท้าไปที่จุฬาฯ เพื่อไปชวนเพื่อนนิสิตจุฬา มาร่วมชุมนุมต่อต้าน

หลายวันถัดมาก็มา ชุมนุมกันที่หน้าศาลติดกับสนามหลวงจนข้ามคืน รัฐบาลถนอมจึงยอมยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติไปในที่สุด นับเป็นอีกครั้งที่นักศึกษาเริ่มเห็นพลังของตัวเอง และเป็นพลังที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวเฉพาะกับเรื่องฟุ่มเฟือยในรั้วมหาวิทยาลัย แต่เป็นพลังที่เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ของสังคม ร่วมกับประชาชน สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ต่างๆ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่จึงนำไปสู่การก่อตัวของ ๑๓ กบฏเรียกร้องเรียกร้องรัฐธรรมนูญในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ เพื่อประชาธิปไตยทางการเมือง

ในยุคก่อนการเคลื่อนไหว ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ มีบทกวีเป็นจำนวนมาก ที่ทำให้คนหนุ่มสาวมีพลังในการที่จะคิดอะไรนอกเหนือไปจากกรอบที่เขาเคยคิด พลังของวรรณกรรม อยู่ที่ ‘วรรคทอง’ เช่น บทกวี ของนเรศ นโรปกรณ์ หรือ มนูญ มโนรมย์ที่ว่า......

"เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง
ฤาจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา
เอาตัวรอดเท่านั้นฤา

แท้ควรสหายคิด
และตั้งจิตมั่นยึดถือ
รับใช้ประชาคือ
ปลายทางเราที่เล่าเรียน”



อีกชิ้นเป็นของทวีป วรดิลก

“จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย
เกรียงไกรในพลังสร้างสรรค์
เพื่อความดีงามร่วมกัน
แห่งชั้นชาวชนคนงาน

เข้ารวมร่วมพลังบังเกิด
แจ่มเจิดพบใสไพศาล
ชีพมืดชืดมาช้านาน
หรือจะทานแสงทองส่องฟ้า”



และบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ แปลจากกวีอาเมเนียน

“เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน”



บทกวีเหล่านี้ได้เปิดโลกทัศน์ให้นักศึกษา พลังของตัวอักษรทำให้คนหนุ่มสาวที่เคยหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองได้รับการ ปลดปล่อย การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ประชาชนเพื่อขับไล่เผด็จการ ในลักษณะของการปฏิวัติสังคม วัฒนธรรม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากระบบปิดสู่ระบบเปิด มีการปลดปล่อยพลังทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จากอำมาตยาธิปไตยหรือระบบราชการทหาร ไปสู่การเมือง ระบบเศรษฐกิจเสรีในเกือบทุกด้าน



ประติมากรรมเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้ สร้างขึ้นเพื่อ จารึกวีรกรรมของวีรชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจเผด็จการอำมาตยาธิปไตย พลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งใหญ่ ขยายครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่ถนนราชดำเนิน นำมาซึ่งยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน และการปฏิวัติสังคมวัฒนธรรม ประติมากรรม ๑๔ ตุลา เด่นสง่าพิงกำแพงรั้วด้วยลัญลักษณ์เปลวเพลิงที่พวยพุ่ง............

ใกล้ๆกันเป็นประติมากรรมกลางแจ้ง ลักษณะเหมือนเขื่อนกั้นสายธารที่น้ำเคยใสให้กลับกลายเป็นสีแดงของเลือด ทำด้วยโลหะฝังลงบนหินสีแดง ขนาดยาว ๖ เมตร กว้าง ๓ เมตร หมายถึงสายธารประชาธิปไตยถูกสกัดกั้น ด้านหลังมีรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ภายใต้คำขวัญ “ขบวนการนักศึกษาประชาชนเดือนตุลา..กล้าต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงาม”


ความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างกลุ่มพลังก้าวหน้า ที่มุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกับพลังอนุรักษ์นิยมทางการเมือง ลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรมรัฐ ในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ เพียง ๓ ปี ต่อมาจาก ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖

นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ชุมนุมโดยสงบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกันเรียกร้องให้ขับไล่อดีตจอมพล ถนอม กิตติขจรผู้หวนกลับเข้ามาในประเทศไทยออกไป จนเช้ามืดวันที่ ๖ ตุลา การสังหมู่ก็เริ่มต้น จากกลางสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยลามไปจนทั่วบริเวณ จากริมฝั่งเจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ การเข่นฆ่าแผ่เป็นวงกว้าง ผ่ารั้วมหาวิทยาลัยไปถึงต้นมะขามสนามหลวง ฝ่ายการเมืองอนุรักษ์นิยมสร้างสถานการณ์ก่อนหน้าการรัฐประหาร เพื่อสลายกลุ่มองค์กรพลังก้าวหน้าและพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ผลักดันให้นักศึกษากว่า ๓๐๐๐ คน เดินทางสู่ป่าเขาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย


........ตัวอักษรคำว่า ๖ ตุลา ๒๕๑๙ แกะ สลักบนหินแกรนิตสีแดง แสดงความหมายในตัวอย่างชัดเจน สีแดงหมายถึงเลือดที่ตกสะเก็ด ตัวอักษรหยาบๆ ความนูนไม่เท่ากันบ่งบอก ถึงความหยาบกระด้างของการถูกกระทำ



g> ถูกเข่นฆ่า ถูกจับกุม ภาพวีรชนที่ถูกแขวนคอ ถูกนั่งยาง และอีกหลายภาพอันทารุณดูน่าสลด

มี ภาพปั้นนูนต่ำของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีขณะนั้น และที่ฐานโดยรอบบันทึกความรู้สึกของอาจารย์ป๋วย ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะ ที่ด้านหลังของเขื่อนมีรายชื่อวีรชนผู้เสียชีวิตสลักไว้ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะทำลายการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย และกดกระแสการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามของคนหนุ่มสาวที่มีผลพวงมาจากยุค ประชาธิปไตยเบ่งบานลงไป


หลายปีผ่านไปหลัง ๖ ตุลา ขณะที่วงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารยังไม่จางหาย มีรัฐบาลพลเรือนสลับหมุนเวียนกันไป พร้อมกับความพยายามรัฐประหารของฝ่ายสูญเสียอำนาจผลัดเปลี่ยนกันเป็นระยะๆ ชนชั้นที่ได้เปรียบในสังคมจึงยังคงดำรงอยู่ วงศ์วานว่านเครือของเหล่าทรชนและผู้สืบทอดยังคงลอยนวล อำนาจอภิสิทธิชนยิ่งล้นฟ้า และห้อมล้อมด้วยผู้สวามิภักดิ์ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่

จนมาถึงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ คณะ รสช. ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับนักศึกษาอีกหลายสถาบัน และผู้รักความเป็นธรรม เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการ รสช. ที่มาจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ โดยใช้ธรรมศาสตร์เป็นสถานที่ประชุมตั้งแต่แรก เริ่มที่ลานโพธิ์

มี การอดอาหารประท้วง จัดการอภิปราย ชุมนุมหลากหลายรูปแบบ จนในที่สุดกำลังทหารตำรวจได้ใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม การปราบปรามครั้งนี้ได้โหมกระแสการรวมตัวของผู้รักประชาธิปไตยให้ลุกลามออก ไป จนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และหมดยุคของทหารการเมือง คืนสู่การเป็นทหารอาชีพในเวลาต่อมา

ประติมากรรมสะท้อนเหตุการณ์ รัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึง พฤษภา ๒๕๓๕ นี้ ถือเป็นประติมากรรมชิ้นที่ ๘ ของโครงการสวนประวัติศาสตร์ ตั้งตระหง่านอยู่ชิดกำแพง ใกล้กับประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ชื่อของประติมากรรมชิ้นนี้ยังมีข้อถกถียงกันอยู่ เนื่องจากเป็นประติมากรรมที่พยายามถ่ายทอดประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษากับ การต้าน รสช. เป็นส่วนใหญ่

ซึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ขณะนั้นได้เข้า ไปมีบทบาทร่วมกับนิสิตนักศึกษาสถาบันต่างๆในระยะแรกของการทำรัฐประหาร ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปสู่เหตุการณ์พฤษภา ๓๕ ในปีถัดมา ประติมากรรมชิ้นนี้จึงเต็มไปด้วยสัญญลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของเหตุการณ์ ตลอดจนคำขวัญต่างๆ เช่น ไม่เอานายกคนนอก เย็นนี้พบกันที่ลานโพธิ์ เอาเผด็จการคืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา ฯลฯ


การสร้างงานประติมากรรมทั้ง ๘ ชิ้นงานนี้ผู้ออกแบบ และควบคุมกระบวนการจัดสร้างคือ อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ ศิลปิน จากแนวร่วมศิลปินในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานภายหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ด้วยเงินทุนสนับสนุนของชาวธรรมศาสตร์ และผู้รักประชาธิปไตยอีกจำนวนหนึ่ง และด้วยปณิธานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่มุ่งให้ธรรมศาสตร์ยังคงจิตวิญญาณ ของตนไว้ดังคำขวัญที่ว่า “เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้ ”

ความ พยายามถ่ายทอดและสะท้อนยุคสมัย ตลอดจนจิตวิญญาณของปัญญาชนในยุคต่างๆนั้น บอกกับทุกๆคนว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมีชื่อว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง .........The University of Moral แม้วันนี้นักคิดนักเขียนที่ผันตัวมาอยู่ในแวดวงวิชาการอย่างวิทยากร เชียงกูลจะยอมรับว่าเป็นยุคที่มหาวิทยาลัยต่างๆกลับมาขายกระดาษกันอย่างขึ้น หน้าขึ้นตา


สู่ วาระ ๗๕ ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำถามยังคงล่องลอยอยู่ภายในสวนประติมากรรมธรรมศาสตร์แห่งนี้ แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลง ตัวละครและผู้คนที่มีเคยบทบาทในเหตุการณ์ต่างๆจะเปลี่ยนไป

๑๐ ธันวาปีนี้จะเป็นหรือเป็น วันธรรมศาสตร์รักชาติไทย วันธรรมศาสตร์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในบริบทการปกครองแบบอมาตยาธิปไตยไทยๆหรือไม่ คนรุ่นหลังจะจดจารจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ที่ส่วนชิ้นงานประติมากรรมโครงการกำแพงทั้ง ๑๑ เหตุการณ์ ก็อาจจะถูกรื้อถอน ทุบทิ้งไป หรือสร้างกลไกให้ลืมกันไป หากประวัติศาสตร์ของประชาชนยังคงอยู่ในความทรงจำของคนบางกลุ่ม และมิได้มีที่ทางในตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผย

ทิ้งท้ายไว้ว่าอย่าแค่ท่องบ่นกันอยู่เลย ที่ว่า “ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” แม้แต่ศรีบูรพา หรือกุหลาบ สายประดิษฐ์จะได้กล่าวไว้เตือนใจเรา ชาวธรรมศาสตร์

สัก กี่คนจะรู้จักศรีบูรพา และประวัติการต่อสู้เยี่ยงวีรบุรุษของเขา หรือ อาจจะรู้เพียงว่า เป็นชื่อหอประชุมเล็กที่อยู่ด้านหลังของหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตรงท่าพระจันทร์เท่านั้น
*หมายเหตุ

วิภา ดาวมณี ปัจจุบันเป็นอาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนวิชาการบริหารการระดมทุนในงานศิลปวัฒนธรรม
หลัก สูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต ด้านบริหารวัฒนธรรม (MCT) และเป็นกรรมการโครงการกำแพงประวัติศาสตร์ : ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกรรมการเครือข่ายเดือนตุลา Email : octnet72@yahoo.com