'เด็กออทิสติก' ขอคืนพื้นที่ความจริงจากทหาร

จตุพร พรมพันธุ์ , นายการุณ โหสกุล , วิเชียร ขาวขำ , พรรคเพื่อไทย

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

นักเรียน ม.5 ที่เชียงราย ถือป้าย "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" โดนเรียกรายงานตัว ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

วันพุธ, กรกฎาคม 21, 2010

ครบสองเดือนสังหารหมู่เสื้อแดง จรัล ดิษฯออกจม. รัฐปรองดองไม่จริง

July 19,2010


Dear Friends of Human Rights and Democracy,

On the two month anniversary of the Army’s crackdown, I Jaran Ditapichai, a UDD leader, and a former National Human Right Commissioner of Thailand would like to thank all the persons and organizations such as the Asian Human Rights Commission, Human right Watch, Amnesty International, International Crisis Groups, International Committee of Jurist and others for their universal condemnation of the Thai Government’s handling of the dispersal in April and May where 90 deaths and over 1900 persons were injured.

While Thai Government present a new reconciliation plan to heal the scar of the dispersal to the world, UDD leaders such as Vira Musikapong, Nattawut Saikuer, Kokaew Pikulthong, Nisit Sintupai, Weng Tojirakarn, Kwanchai Praipana, Vipootalaeng Patanaphumthai and Jenk Dokjik, are still being detained after arrest and face the legal double standard by not receiving bail as compare to those who seized Suwannaphum Airport during 2007 who were allowed bailed after arrest. And still there are over 300 of UDD provincial leaders arrested with 800 arrest warrants on notice nationwide.

For the past 2 months, the situation in Thailand has not improved but it is getting worse. The Government still abuse its power by using its legal proceeding to continue the Emergency rule for three more months. They arrest those with different political point of view by freezing over 106 persons of their asset and invite 83 Thais to audit their financial transaction. At the same time, the Government was criticized by deceiving the world by creating 5 committtees of political-media-reconciliation and reforms which are composing by the persons who are PM Thaksin’s enemies and enemies of red shirts people.

By doing such actions, it is impossible to reduce tension in the current political arena. At the mean time, Thais are still resisting the government’s continuation of Emergency Decree with seminars, discussion and declaration to stop the government’s violation of human rights.

Besides, during the past 2 months, there are report of violent incidents such as bombings which, regardless of who did them, show that as long as Government use deceit, law, and Emergency Rule to destroy the Reds and democratic groups, these type of situation will happen and cause more violence. To lessen it, Abhisit must suspend Emergency Decree, bring back the previous reconciliation plan by dissolve Parliament, hold general election on Nov 14 which all international communities’ had previously support. Then there will be a true reconciliation in Thailand.

Sincerely,

Jaran Ditapichai

Forbesเทิดพระเกียรติในหลวงที่1ของโลก3ปีซ้อน


เทิดพระเกียรติ-นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับให้ในหลวงของปวงชนชาวไทยทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แม้จะเกิดการจลาจลและวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศ แต่ไม่ทำให้พระราชทรัพย์ที่สำนักงานทรัพย์สินฯถือครองหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ลดมูลค่าลงแต่อย่างใด


ที่มา นิตยสารฟอร์บส์

นิตยสารฟอร์บส์ได้จัดอันดับให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของปวงชนชาวไทย ทรงเป็นกษัตริย์ที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันใ นการประกาศล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม

ฟอร์บส์รายงานว่า แม้ประเทศของพระองค์เกิดการจลาจลและวิกฤตการณ์ทางการเมือง แต่พระราชทรัพย์ที่ทรงถือครองผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็ยังได้ประโยชน์จากตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ดีขึ้นในปี 2552 พระราชทรัพย์ยังคงอยู่ที่ 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ราว 1 ล้านล้านบาท)

นิตยสารฟอร์บส์รายงานด้วยว่า ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก แม้ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศ ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น รวมทั้งส่งผลลบต่อการท่องเที่ยวและต่อนักลงทุนต่างชาติ แต่ในที่สุดตลาดหุ้นก็ฟื้นไข้ได้แล้ว

พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ได้รับการเทิดทูนสักการะจากปวงชนชาวไทยสูงยิ่ง ทรงมีพระราชสมภพในอเมริกา ได้รับการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ ในปัจจุบันทรงมีพระพลานามัยไม่สมบูรณ์นัก

อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศของไทย เคยออกแถลงต่อเรื่องนี้นับแต่ปีแรกที่ฟอร์บส์ได้จัดอับดับให้ในหลวงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เมื่อปี 2551 ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ชี้แจงว่า บทความดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากว่า ทรัพย์สินที่บทความนำมาประเมินนั้น ในความเป็นจริง มิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันกับพระมหากษัตริย์ในประเทศอื่น ที่บทความเดียวกันนี้ไม่ได้จัดอันดับฐานะความร่ำรวย เพราะทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของกษัตริย์ หากแต่เป็นของคนทั้งชาติ

อย่างไรก็ตามในปีต่อมาที่ฟอร์บส์ยังจัดอันดับให้ในหลวงทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนั้น ฟอร์บส์อธิบายว่า เนื่องจากในหลวงของไทยทรงมีพระราชอำนาจในการบริหารจัดการสำนักงานทรัพย์สินฯ จึงนับเป็นพระราชทรัพย์

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการให้ความเห็นในกระดานสนทนาคนเหมือนกันว่า อันที่จริง ต้องถือว่า Forbes ยัง "ประเมินพระราชทรัพย์" ต่ำกว่าทีเป็นจริงแน่ เพราะไม่มีการประเมิน "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ซึ่งน่าจะมีมูลค่าไม่น้อยทีเดียว

คลิ้กดูอันดับทั้งหมดที่ฟอร์บส์จัดในปีนี้ คลิ้กที่นี่

ขยายวงทั่วโลก'มีคนตาย'ที่เมืองไทย



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค

นอกจากกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงจะจัดขึ้นที่แยกราชประสงค์ทุกวันอาทิตย์แล้ว ขณะนี้ประชาชนไทยผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลกได้จัดกิจกรรมทางface bookด้วยการเชิญชวนชาวไทย และผู้รักความเป็นธรรมในต่างประเทศร่วมกันส่งภาพถ่าย"มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายแบบนี้ที่เมืองไทย"มาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค

โดยผู้จัดทำกิจกรรมระบุว่า

เพราะที่เมืองไทย เสรีภาพในการสื่อสารกำลังถูกริดรอน จึงเกิดCampaign เพื่อสื่อสารข้อความว่า มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายแบบนี้ที่เมืองไทย ขอชวนทุกคนที่อยู่นอกประเทศไทย ช่วยกันส่งข้อความ เพื่อเร่งให้เกิดความยุติธรรมกับคนตายค่ะ




และมีคำอธิบายภาษาอังกฤษในกิจกรรมนี้ว่า

Call for participation in the Campaign "Protesters were shot dead (like this) in Thailand"

Currently, expression of regret or mention about protesters who were shot dead by army since the anti-government demonstration in April - May have been threatended in Thailand. This campaign aims to urge the fair and transparent justice for those people.

**There were 80 civilians, and 10 soldiers dead including foreign journalists, redcross medic and left 2000 injured**

**the investigation committees were appointed by the Thai Government.

วันอังคาร, กรกฎาคม 20, 2010

นักเรียน ม.5 ที่เชียงราย ถือป้าย "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" โดนเรียกรายงานตัว ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ



ที่มา ประชาไท
20 กรกฎาคม 2553

Facebook รายงานข่าวนักเรียน-นักศึกษา 5 คน รวมตัวรณรงค์ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดนหมายเรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อหาชุมนุมห้าคนขึ้นไป กระทำการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

รายงานข้อมูลจากใน Facebook uddthailand และAeaw วะ ฮะ ฮ่า ระบุว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.บัญญัติ ทำทอง รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย ได้ออกหมายเรียก เด็กนักเรียน ชั้น ม.5 อายุ 17 ปี และนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2 คน นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 2 คน รวมเป็น 5 คน ที่ออกไปรณรงค์ถือป้ายคัดค้านการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

uddthailand's Photos - กิจกรรมนศ.เชียงราย

ทั้งหมดโดนหมายเรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อหา “ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบ ประกาศกำหนด ร่วมกันเสนอข่าว ทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” และให้ไปรายงานตัวในวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 เวลา 10.00 น.

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ก.ค.53 กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ทั้ง 5 คน ได้รวมตัวทำกิจกรรมให้มีการยกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ที่บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาล 1 เทศบาลนครเชียงราย อ.เมืองเชียงราย ด้วยการปิดปากด้วยหน้ากากอนามับที่เขียนว่า “พ.ร.ก.” และเดินถือป้ายรณรงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ ในเขตเทศบาลเช่น หอนาฬิกา ศาลลากลางจังหวัด โดยถือป้ายที่มีข้อความ อาทิ “ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์” “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คงไว้เพื่อไม่ให้ความจริงปรากฏ” “นายกครับ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนะ ไม่งั้นรัฐบาลจะพัง” ฯลฯ ก่อนที่จะสลายตัวกันไปอย่างสงบ

หนึ่งในกลุ่มนักศึกษา กล่าวในการทำกิจกรรมวันนั้นว่า การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อที่ต้องการแสดงออกว่ากลุ่มนักเรียน นักศึกษาได้มีความสนใจทางด้านการเมือง ซึ่งไม่อยากให้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้เข้ามามีบทบาทในการปกครองเนื่องจากจะถูกมองจากต่างประเทศว่าไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย จะกระทำหรือมีการเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่ได้ ซึ่งการออกมาในครั้งนี้ก็ได้ทำตามมาตรการ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการรวมกลุ่มไม่เกิน 10 คนและจะได้มีการรณรงค์อย่างสันติต่อไป

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนั้น มีการแจ้งข่าวผ่านทางเว็บบอร์ดประชาไท ระบุว่า หลังจากเสร็จจากการทำกิจกรรม ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนชั้น ม.5 ได้ถูกทางโรงเรียนเชิญเข้าพบ โดยอาจารย์แจ้งว่าที่ให้มาพบเพียงอยากให้ยืนยันว่าได้มีการไปทำกิจกรรมจริงหรือไม่ ไม่ได้ถือเป็นการทำผิด แต่หาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.) มีคำสั่งมาว่าอย่างไร ทางโรงเรียนก็ต้องดำเนินการตามนั้น อีกทั้งในตอนหัวค่ำยังถูกตำรวจเข้าพบที่บ้านและเข้าตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คด้วย


เผยภาพสุดท้ายก่อนป้ายราชประสงค์โดนอุ้ม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท และเฟซบุ๊ค
20 กรกฎาคม 2553

สันหลังหวะอุ้มป้ายราชประสงค์หนี โยนบาปเสื้อแดงพ่นสเปรย์

นายวรพจน์ อินทุลักษณ์ ผู้อำนวยการเขตปทุวัน เปิดเผยกรณีที่มีการปลดป้ายแยกราชประสงค์ ฝั่งห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่าออก ว่า ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตปลดป้ายดังกล่าวออกเอง เนื่องจากตรวจสอบพบว่าป้ายดังกล่าวถูกพ่นสีสเปรย์ทั้งสีขาว และสีดำทับคำว่าแยกราชประสงค์ มีสภาพเลอะเทอะ ไม่มีความสวยงาม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงจำเป็นต้องเอาออก โดยขณะนี้เตรียมทำหนังสือนำส่งไปยังสำนักการจราจรและขนส่ง(สจส.) กรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้ดำเนินการแก้ไข และทำความสะอาด เบื้องต้นคาดว่าจะทำความสะอาดและกลับมาติดตั้งได้ภายใน 2-3 วันนี้

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ทำลายป้ายแยกราชประสงค์นั้น คาดว่าจะเป็นฝีมือของผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลโดยนำสีมาพ่นไว้ แต่เนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นฝีมือใคร ทางเขตปทุมวันจึงได้แจ้งความไว้ที่ สน.ลุมพินี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการต่อไป เพราะป้ายสี่แยกถือเป็นทรัพย์สมบัติของทางราชการ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการปลดป้ายดังกล่าวไม่ได้มีคำสั่งจากนักการเมือง หรือผู้บริหาร กทม.แต่อย่างใด

เผยภาพและคลิปวิดิโอเสื้อแดงรำลึก2เดือนราชประสงค์ไม่มีพ่นสเปรย์


องครักษ์พิทักษ์ป้าย-เรื่องนี้มีเหตุจากตอนหัวค่ำวันที่ 18 กรกฎาคม กลุ่มเสื้อแดงนำโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ จะนำโบว์สีแดงไปติดที่ป้ายราชประสงค์เพื่อรำลึก2เดือนเหตุการณ์ 19 พฤษภาอำมหิต แต่รัฐบาลสั่งตำรวจมาเป็นองครักษ์พิทักษ์ป้ายอย่างเข้มงวด นายสมบัติจึงได้ติดโบว์ที่รั้วใกล้ป้ายแทน และแยกย้ายกันกลับ ต่อมาตำรวจก็แยกย้ายกลับตาม


กลับมาจุดเทียน-ในเวลาราว 22.00 น.คล้อยหลังตำรวจเลิกพิทักษ์ป้ายแล้ว นายสมบัติและคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งได้มาจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์ 2 เดือนราชประสงค์ ณ บริเวณ ป้ายราชประสงค์ (ดูรายละเอียดทั้งหมด ที่บอร์ดประชาไท)



ผูกผ้าแดง+อ่านบทกวี จากนั้นมีการผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ และอ่านบทกวีรำลึกวีรชนโดยดีเจอ้น วิทยุชุมชนคนแท็กซี่ (ดูคลิปวิดิโอประกอบ คลิ้กที่นี่ ซึ่งจะเห็นว่ากิจกรรมเป็นไปอย่างสงบเรียบง่าย ไม่มีการทำลายป้าย) บทกวีมีว่าดังนี้

เสียงระทมดังงม สุดใจข้าฯ
เสียงบรรเลงเพลงเตือนไซร้ แทบขาดสาย
ไม่มีวัน ไม่มีเลือน หรอกเพื่อนตาย
อ้ายเพื่อนเรา หญิงชาย ถูกคร่าไป

สไนเปอร์ ใช่ คนเห็น สไนเปอร์
สติ๊กเกอร์ สีชมพู มีคนเห็น
แต่บางคนแสร้งตาบอด แสร้งใจเย็น
แกล้งทำเป็นไม่เห็นข้อเท็จจริง

ไม่มีแล้วความยุติธรรมในเบื้องหน้า
ไม่มีแม้ความเศร้าเบื้องบนไหน
ไม่เป็นไร โธ่เพื่ิอน ไม่เป็นไร
อดทนไว้ เพลานี้ ใช่วันเรา

ไฟศรัทธา อันมีค่า ให้พร้อมสู้
ไฟศัตรู ละล่องสู่ คู่ความหมาย
ต่อให้ฟ้า แดดิ้น ดับชีพวาย
ก็ไม่ช่วย ไม่จางหาย จากใจชน

ลุกขึ้นเถิด มวลชน ยอดนักสู้
ลุกขึ้นเกิด มาเป็นครู ณ สหาย
มาตอกย้ำศักดิ์ศรี อย่าเสียดาย
จดจำวันสุดท้าย
จะเอาเลือดทรราชย์ มาล้างตีน ศพเพื่อนกู!



แปะสติ๊กเกอร์เล็กๆ-อย่างไรก็ตามในวันนั้นจากภาพจะพบว่ามีการปีนขึ้นไปแปะสติ๊กเกอร์สีขาวเล็กๆ แต่ก็ไม่ใช่พ่นสปรย์สีดำ สีขาวจนเลอะอย่างที่ผอ.เขตปทุมวันว่า


เรียบร้อย-เป็นอันเสร็จพิธี นี่เป็นภาพป้ายสุดท้ายก่อนโดนอุ้มหาย

เฝ้าเสาแทนป้าย-วันต่อมาคือ 19 ก.ค.ก็เหลือแต่เสาให้ตำรวจเฝ้า...
http://thaienews.blogspot.com

--
http://www.prachataiboard1.info/board/id/50088
http://hotspotshield.com
http://99it.blogspot.com/p/blog-page_21.html
http://www.redshirtinternational.org
http://norporchorusa.com/html/media/npcusa_radios.html
http://www.unblockanything.com
http://www.youtube.com/watch?v=Dyw-L8JSE2U
http://sanamluang.tv
http://thaitvnews2.blogspot.com
http://112victims.org
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t1169.htm

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น