'เด็กออทิสติก' ขอคืนพื้นที่ความจริงจากทหาร

จตุพร พรมพันธุ์ , นายการุณ โหสกุล , วิเชียร ขาวขำ , พรรคเพื่อไทย

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาระจิกกัดเพื่อสร้างชาติรู้คิด: สัมภาษณ์จอห์น วิญญู

ภาระจิกกัดเพื่อสร้างชาติรู้คิด: สัมภาษณ์จอห์น วิญญู

ที่มาภาพ: http://www.facebook.com/notes/jumpingfish-at-tilopahouse/building-an-inquisitive-nation-interview-with-john-winyoo/414406646630 

วิญญู “จอห์น” วงศ์สุรวัฒน์ ไม่ใช่หนุ่มลูกครึ่งหน้าตาคมคายแบบที่คุณเห็นทั่วไป

ภายใต้หน้าตาหล่อคมแบบพิมพ์นิยมขวัญใจวัยรุ่นและพิธีกรรายการทีวีที่สนุก สนานเฮฮา ลึกลงไปภายใต้เปลือกนอกนั้นคือ นายวิญญู นักล้อเลียนเสียดสีการเมืองและสังคม รายการทีวีทางอินเทอร์เน็ตสถานี iHere TV ของเขามีรายการที่หลากหลาย และมีอะไรมากกว่าความจำเจซ้ำซากและเสียงที่ถูกอุดปากไว้ของฟรีทีวี

รายการ “เจาะข่าวตื้น” และ “เก้าอี้เสริม” ซึ่งเป็นผลผลิตจากมันสมองของวิญญู พี่สาวและเพื่อนพ้อง เป็นรายการที่พูดถึงประเด็นปัญหาที่ซีเรียสจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองและวัฒนธรรมไปจนถึงปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่กำลังท้าทายสังคมอยู่ในขณะนั้น วิญญูทำหน้าที่พิธีกรด้วยตัวเอง รายการออนไลน์นี้นำเสนอข่าวร้อนที่กำลังฮ็อตในประเทศไทยด้วยการขยายภาพให้ เห็นชัดเจนขึ้น เหมือนเรามองผ่านกล้องส่องทางไกลที่มีแง่มุมของการวิเคราะห์วิจารณ์ แน่นอน ฟังดูอาจไม่ลึกซึ้งเหมือนพวกรายการคุยข่าวประเภทเดียวกันทั้งหลายที่ชอบอ้าง ว่า “เจาะลึกอัดแน่นไปด้วยข้อมูล” แต่เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดแบบฟรีทีวี สถานี iHere TV จึงสามารถแสดงความคิดเห็นที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีได้อย่างตรงไปตรงมาสม ราคาคุย

รายการ “เจาะข่าวตื้น” ที่มีสโลแกนหลักว่า “ดูถูกสติปัญญา” ถึงขนาดถูกนำไปเปรียบเทียบกับรายการ The Daily Show ของ Jon Stewart ทั้งยังได้รับคำชมว่าคมกริบแสบสันต์กว่าด้วยซ้ำ รายการนี้จึงมีแฟนคลับติดตามรับชมเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นตอนกีฬาสี ความอีนุงตุงนังของโอ-เน็ท การเก็บภาษี การกระจายรายได้ ข่าวฉาวเกี่ยวกับจีที-200 และพฤติกรรมไร้สาระของตระกูลนักการเมือง วิญญูนำเสนอประเด็นเหล่านี้อย่างเสียดเย้ย อารมณ์ขันเจ็บ ๆ กวน ๆ คมคายและทะลึ่งเล็กน้อยพองาม การหยิบประเด็นของเขาในตอน “เจาะวันกีฬาสีเหลืองแดง” ทั้งกระชับและน่าขัน แต่ก็เต็มไปด้วยข้อคิดให้เก็บไปขบ เขาเป็นคนบัญญัติคำว่า “คนเสื้อแพง” ไว้เรียกกลุ่มคนที่สนใจแต่ความสะดวกสบายของตัวเอง และคำ ๆ นี้ฮิตกระจายเหมือนไฟลามทุ่ง

ล่วงเข้าปีที่สาม ยอดคลิกคนดูของช่อง iHere TV พุ่งพรวดจากหลักพันไปเป็นสี่ล้านคนในเดือนนี้ สไตล์การนำเสนอและการหยอดคำพูดเสียดสีของวิญญูมีส่วนอย่างมากต่อความสำเร็จ อย่างล้มหลามของรายการ “เจาะข่าวตื้น” ทางอินเทอร์เน็ต พิธีกรวัย 25 ปีคนนี้ไม่ได้เสนอความคิดเห็นแบบตรง ๆ ทื่อ ๆ แต่ใช้การแฝงนัยยะอย่างมีศิลปะพร้อม ๆ กับสร้างเสียงหัวเราะงอหาย หากมองอย่างผิวเผิน รายการนี้ก็ดูสนุกเฉย ๆ แต่หากตั้งใจดูอีกนิด ผู้ชมจะตระหนักทันทีว่า มันต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความเข้าใจและมีข้อมูลอย่างดี จึงจะสามารถสื่อสาระที่ซีเรียสออกมาได้ตลกโปกฮาขนาดนี้ วิญญูเป็นคนที่สร้างความสมดุลได้พอดิบพอดีระหว่างความเป็นปัญญาชนและการเข้า ใจได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็ติดดินด้วย

“ทั้งหมดเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม ในประเทศไทยนี้ เรามักยอมรับหลายสิ่งหลายอย่างโดยไม่ตั้งคำถาม เรามักปล่อยให้เรื่องที่น่าสงสัยหลาย ๆ อย่างกลายเป็นบรรทัดฐาน....เป็นเรื่องที่เรายอม ๆ กันไปอยู่ ๆ กับมันไป เป้าหมายของเราคือการทำให้คนดูตั้งคำถามต่อสิ่งต่าง ๆ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น” วิญญูกล่าว

ตรงกันข้ามกับการพูดรัวเร็วในช่องทีวีอินเทอร์เน็ต บุคลิกร่าเริงตลกขบขันในรายการทีวีและรายการวิทยุที่ 91.5 Hot FM ที่จัดตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ วิญญูตัวจริง ๆ พูดจามีจังหวะจะโคนช้ากว่าและคิดใคร่ครวญก่อนพูดออกมา เขาดูเป็นคนนิ่ง ๆ และเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง พร้อมกับหยอดคำคมอย่างมีอารมณ์ขันเป็นครั้งคราว หน้าตาหล่อ ๆ ของวิญญูยังไม่น่าประทับใจเท่ากับความฉลาดเฉียบคมของเขา โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นเดียวกันที่ทำงานในแวดวงเดียวกัน ถึงเขาจะพูดจาโผงผางบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเขาข่มคนอื่นเหมือนพวกปัญญาชนจอมปลอมที่ ชอบวางมาด

เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ดีพร้อม มีคุณพ่อคุณแม่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คอยดูแลอย่างใกล้ชิดและอบรมขัดเกลาลูกทั้งสี่คน ทั้งในด้านวิชาการ สติปัญญาและสุนทรียะ วิญญูเป็นลูกคนสุดท้อง

คุณพ่อของวิญญู ดร.โกวิท สอนที่คณะรัฐศาสตร์และเขียนบทความให้สื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำหลายแห่ง ส่วนคุณแม่ชาวอเมริกันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นผู้บ่มเพาะความรู้ด้านสุนทรียศาสตร์แก่วิญญูที่บ้าน พี่ของวิญญูสองคนสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์และสถาบันเอไอที ส่วนพี่สาวคนโตสุดของวิญญู (จรรยา วงศ์สุรวัฒน์) คือผู้ก่อตั้งบริษัท Cotton Bud (Digital Soundlab) ซึ่งเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดให้แก่บริษัท Helipad ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ iHere TV นั่นเอง

คุณพ่อคุณแม่ของวิญญูเลือกส่งเขาให้เรียนและเติบโตในโรงเรียนไทย แต่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักประจำบ้านเสมอ

“ผมดีใจที่ผมได้เรียนในโรงเรียนไทย มันไม่เหมือนสังคมของโรงเรียนนานาชาติที่อู้ฟู่กว่ามาก ผมคิดว่าผมได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างสมดุลดีมาก อย่างที่คนพูดกันว่า ได้รับส่วนที่ดีที่สุดของทั้งสองโลก คุณพ่อเข้มงวดมากในเรื่องการเรียน และคุณพ่อคุณแม่ก็ให้เวลาในการให้ความรู้แก่เราอย่างจริงจัง ทุกปิดเทอมใหญ่ ผมต้องอยู่บ้านเพื่อศึกษารัฐธรรมนูญหรือพระไตรปิฎก ผมเติบโตมาในครอบครัวที่เป็นนักวิชาการมาก และได้รับการส่งเสริมตลอดเวลาในเรื่องของการคิดต่าง การมีความคิดเป็นของตัวเอง” เขาเล่า

แมวมองที่กำลังมองหานายแบบไปเจอวิญญูตอนเขาอยู่ ม.4 เขาเริ่มต้นด้วยการแสดงผาดโผนในหนังโฆษณา (advertising stunts?) แต่คุณพ่อคุณแม่กลับไม่ค่อยดีใจสักเท่าไร คุณพ่อของวิญญูเห็นว่า ลูกชายควรใช้เวลาทบทวนเนื้อหาที่เรียนในโรงเรียนมากกว่า ส่วนคุณแม่ก็ไม่สบายใจและเป็นห่วงความปลอดภัยของลูกชาย

แต่วิญญูก็พิสูจน์ให้เห็นว่า การเรียนของเขาไม่ได้รับผลกระทบจากงานนายแบบแต่อย่างใด และเงินรายได้ที่ได้มาก็ใช้ไปกับการดูแลตัวเอง หลังจากจบชั้นมัธยมปลาย เขาเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เอกการแสดงและกำกับการแสดง แต่ระหว่างเรียนชั้นปีที่สอง เขาก็ตัดสินใจลาออกด้วยความรู้สึกอึดอัดและสมัครเข้าศึกษาต่อในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงแทน

“ผมเพียงแค่รู้สึกว่าไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เลย และความที่ผมมีความสนใจทางด้านการเมืองมาตั้งแต่ยังเด็ก ผมอยากรู้เสมอมาว่า คนบางกลุ่มฉวยประโยชน์จากช่องโหว่ [ทางกฎหมาย] และเอาเปรียบสังคมอย่างไร” เขากล่าว

ในไม่ช้า วิญญูก็ค้นพบว่า อาชีพที่เขาถนัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พิธีกรรายการทีวี

เขาทำงานเป็นพิธีกรรายการทีวีหลายรายการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รายการ “Wake Club” และ “IT Centre” ไปจนถึงรายการ “Siam Square” กับวู้ดดี้ มิลินทจินดา ตอนนี้เขารับเป็นพิธีกรสองรายการด้วยกันคือ “รถโรงเรียน” และ Bang Channel รวมทั้งเป็นพิธีกรรายการวิทยุร่วมกับพลอย หอวัง

“ถึงจุดหนึ่ง ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังติดภาพของการเป็นพรีเซนเตอร์รายการทีวีวัยรุ่น และนั่นคงเป็นจุดจบของอาชีพในวงการบันเทิงของผม แต่พอดีตอนนั้นเอง พี่สาวของผมตั้งบริษัทผลิตรายการเล็ก ๆ ร่วมกับเพื่อน ๆ พี่รู้สึกว่าบริษัทมีศักยภาพพอที่จะขยายไปในด้านอื่น ๆ ตอนแรกเราคิดว่า เราจะลองผลิตรายการสำหรับฟรีทีวี แต่พอมาคิดดูแล้ว มันต้องใช้เงินลงทุนสูงเกินไป ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เราอยากทำสิ่งที่เราอยากทำโดยไม่ต้องมีข้อจำกัดมากด้วย

“ดังนั้นจึงมาลงเอยที่รายการทีวีออนไลน์” เขาอธิบาย

หลังจากเปิดตัวเมื่อสามปีก่อน iHere TV ผลิตรายการหลากหลาย นับตั้งแต่รายการทำอาหาร “iCook” ไปจนถึงรายการ “Good English with Momay” อย่างไรก็ตาม รายการเสียดสีและตลกแสบแบบ “เจาะข่าวตื้น” นี่แหละที่เป็นตัวผลักดันสถานี iHere และวิญญูขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

“เราเริ่มต้นอย่างไม่มีทิศทาง มันเป็นการลองผิดลองถูกมากกว่า จนกระทั่งปลายปีที่แล้วนี่แหละที่เรารู้สึกว่าเริ่มจับทางถูกแล้ว ตอนนี้ทุกรายการมีเอกลักษณ์ชัดเจนและเราจับกลุ่มผู้ชมที่เป็นเป้าหมายได้ .....เรารู้แล้วว่าผู้ชมต้องการอะไรจากเรา” เขากล่าว

“สำหรับเจาะข่าวตื้น เราไม่ได้อยากให้มันตลกขนาดนั้น แต่ผมเดาว่าเมื่อไรก็ตามที่คุณเสียดสีมาก ๆ มันก็จะกลายเป็นตลกร้าย ผมคิดว่าเสียงหัวเราะ [ที่เราได้รับ] เป็นเหมือนโบนัสพิเศษ เราเริ่มต้นด้วยความอยากจะเสียดสีและจิกกัดประเด็นทางการเมืองและสังคมหลาย ๆ ประเด็นที่ไม่เคยถูกแก้ไขหรือถูกมองข้ามไปในประเทศไทย บางทีอาจเป็นบุคลิกแบบคนไทยที่ยอมอะไรง่าย ๆ แต่เราควรเริ่มต้นตั้งคำถามกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นรอบตัวเราเสียที ทำไมเราต้องทนกับนักการเมืองโกง ๆ? เกิดอะไรขึ้นกับเงินภาษีของเรา? รัฐบาลถลุงใช้เงินที่เราอุตส่าห์หามาอย่างเหนื่อยยากอย่างไร?”

วิญญูรู้สึกผิดหวังกับสื่อมวลชนไทยในปัจจุบันด้วย เขารู้สึกอย่างรุนแรงว่า สิ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์ “เจาะลึก” ที่สื่อเสนอนั้น ยังไม่ลึกพอและไม่เคยตั้งคำถามที่ควรถามอย่างจริงจัง

“เวลาที่คุณดูรายการข่าว มันเหมือนพวกเขาทำรายการไปตามวาระซ่อนเร้นของตัวเอง พูดถึงอะไรก็ได้ที่อยากพูด บางทีมันรู้สึกเหมือนโฆษณาชวนเชื่อทางโทรทัศน์มากกว่า”

ถ้าเช่นนั้น เขาคิดอย่างไรกับ “การปฏิรูปสื่อ”? มันเป็นแค่การประโคมข่าวให้หวือหวา? ประเทศไทยจะไปถึงเป้าหมายได้บ้างไหม?

“ตราบเท่าที่สื่อยังไม่เป็นอิสระจากรัฐอย่างแท้จริง แล้วจะปฏิรูปสื่อไปเพื่ออะไร? เพราะคนที่อยู่ในอำนาจก็คนกลุ่มเดิม คนที่สั่งเซนเซอร์ก็คนกลุ่มเดิม มันก็คนหน้าเก่า ๆ เดิม ๆ นั่นแหละ คำว่าเสรีภาพของสื่อ มันก็แค่คำพูดที่มีตัวอักษรหลายตัวแค่นั้นเอง

“แล้วพอคนที่มีอำนาจทะเลาะกันผ่านสื่อ ก็ไม่เห็นมีใครได้ประโยชน์ แล้วก็มีเรื่องเซเลบบางคนไปพัวพันรักสามเส้ากับหนุ่มเกย์ลงเป็นข่าวหน้า หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย อาจมีป้าแก่ ๆ คนหนึ่งกำลังจะสูญเสียบ้านเพราะช่องโหว่ทางกฎหมายบางอย่าง อะไรสำคัญกว่ากันล่ะ?”

แฟนขาประจำของรายการ “เจาะข่าวตื้น” กลับได้รับสาระมากกว่า เพราะรายการนี้นำเสนอมากกว่ามุกตลกจำเจ มันกระตุ้นให้คนคิดและแจกแจงประเด็นปัญหาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ในขณะเดียวกันก็พยายามไม่ทำให้ปัญหานั้นกลายเป็นเรื่องหยาบตื้นเกินไปเหมือน อย่างที่พวกสื่อกระแสหลักชอบทำ และก็ไม่ทำให้มันซับซ้อนเข้าใจยากเกินไปด้วย เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้วิญญูสามารถนำเสนอประเด็นได้อย่างชัดเจนโดยไม่ก้าว ร้าวหรือยกตนข่มคนดู ย่อมเป็นผลมาจากหลักการคุณค่าที่คุณพ่อคุณแม่หัวก้าวหน้าปลูกฝังไว้ในตัวเขา

“จนถึงทุกวันนี้ ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ พวกเราจะกินข้าวเย็นพร้อมหน้ากัน มันเป็นเวลาที่พวกเราทุกคนได้แสดงความคิดเห็น คนอื่นชอบบอกว่าไม่ควรคุยกันเรื่องการเมือง เชื้อชาติหรือศาสนา แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นในครอบครัวของเรา

“ผมเดาว่าพวกเราหัดเรียนรู้ที่จะถกเถียงกันโดยไม่อารมณ์เสียใส่กันมาตั้งแต่ยังเด็ก” เขาเล่า

“ผมคิดว่าผมค่อนข้างโชคดีด้วย ตรงที่ผมเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยและผ่านประสบการณ์หลายอย่างก่อนคนส่วน ใหญ่ในวัยเดียวกัน....ผมก็เลยอยากแบ่งปันความคิดให้พวกเขารู้ว่า โลกมีอะไรมากกว่านั้น

“ผมรู้สึกว่าปัญหาของคนรุ่นใหม่ก็คือ เราบริโภคข่าวสารไม่มากพอ และถึงบริโภคมากพอ ก็ไม่ได้คิดพิจารณาให้มากพอ ดังนั้น ถ้าคุณไม่มีข้อมูลรูปธรรมมากพอ คุณก็จะรู้สึกถูกผลักให้เลือกข้าง เพราะคุณไม่รู้เรื่องราวรอบด้าน

“แล้วทีนี้คุณก็จะมีอารมณ์รุนแรงเกินไปกับปัญหาที่ซีเรียส ทั้ง ๆ ที่ควรใช้เหตุใช้ผลและใช้การคิดวิเคราะห์มากกว่าตอบโต้ด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน ” วิญญูบอก

แน่นอน วิญญูก็เช่นเดียวกับคนทำงานสื่อคนอื่นหลาย ๆ คน เขามักถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ายืนอยู่ข้างไหนหรือมีอุดมการณ์ทางการ เมืองอย่างไร นับตั้งแต่เป็นพิธีกรรายการ “เจาะข่าวตื้น” เป็นต้นมา

“จริง มีคนเยอะแยะถามผมอย่างนั้น ผมจะบอกอะไรให้....มีบางช่วงที่ผมโอนเอียงไปหาสีหนึ่ง แล้วก็มีบางช่วงที่ผมเชื่ออีกสีหนึ่งมากกว่า พอเป็นอย่างนั้น ผมก็พยายามหยุดตัวเองและมองย้อนกลับไปทบทวน โดยพื้นฐานแล้ว มันอยู่ที่ผมบริโภคข่าวสารของฝั่งไหนมากกว่าในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ตอนนี้ผมคิดว่า ทั้งสอง [สี] ต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย แต่บางครั้งพวกเขาใช้อารมณ์กันมากเกินไป และนั่นนำไปสู่การต่อสู้จนทำลายกันเอง เรื่องมันซับซ้อน” เขาอธิบาย

แน่นอน วิญญูยืนคร่อมอยู่ระหว่างสองโลก ขาข้างหนึ่งของเขาอยู่ในธุรกิจบันเทิงที่หรูหรา ทุกสิ่งทุกอย่างมีสีสันลูกกวาดสดใสในโลกของพิธีกรรายการฟรีทีวี อีเวนต์ รายการวิทยุ ในขณะที่ขาอีกข้างหนึ่งก็หยั่งลึกในดินแดนของอินเทอร์เน็ตที่คาดเดาไม่ได้ ที่ที่เขาเชื่อมั่นว่า จิตใจที่รู้จักค้นคว้าตั้งคำถามจะนำพาประเทศนี้ไปสู่ทางรอด กระนั้นก็ตาม ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับคนในวงการบันเทิงที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นอย่าง ตรงไปตรงมา ส่วนใหญ่มักเลือกหุบปากเงียบมากกว่า

“รู้ไหม แม้กระทั่งพี่สาวผมเอง ตอนแรกยังบอกผมเลยว่า ผมน่าจะลดความแรงลงสักหน่อย เพราะผมยังทำงานในธุรกิจกระแสหลักอยู่ แต่ผมบอกพี่ว่า ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ผมพูด [ในรายการ] มันแย่หรือหยาบคาย และผมคิดว่ามันเกี่ยวกับสถานะในวงการด้วย แต่ผมก็เข้าใจคนที่ไม่อยากแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะนะ เพราะถึงยังไง นี่ก็เมืองไทย ยังไงคุณก็ต้องเกรงใจคนอื่น

“คนที่ออกมาส่งเสียง [บอกถึงความเชื่อและทัศนะของตน] มักถูกแปะป้ายเป็นพวก ‘หัวรุนแรง’ ผมว่ามันคงโอเคที่จะถ่ายภาพดาราผู้หญิงใส่แค่ชุดชั้นในกางเกงในลงหน้าปก หนังสือ แต่ถ้าเมื่อไรพวกเธอเกิดอยากพูดอะไรที่เกี่ยวกับการเมืองขึ้นมา คนอื่นก็พร้อมที่จะจิกกัดพวกเธอขึ้นมาทันที ผมไม่รู้ว่ามาตรฐานมันอยู่ตรงไหน”

สถานี iHere TV กำลังประสบความสำเร็จในตอนนี้ก็จริง แต่วิญญูก็รู้ดีว่า “มือแห่งการควบคุม” อาจเข้ามายุ่มย่ามกับเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตไม่ช้าก็เร็ว วิญญูเคยได้รับข้อเสนอให้ย้ายรายการทีวีออนไลน์มาออกทางฟรีทีวี แต่เขาตัดสินใจไม่รับข้อเสนอ เพราะเกรงว่าสุดท้ายแล้วก็คงถูกจำกัดและเซนเซอร์

“ผมไม่ได้บอกว่าสถานี iHere TV ดีเลิศที่สุด หรือเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุดที่มีอยู่ตอนนี้ เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราแค่นำเสนอทางเลือกให้แก่ประชาชนมากขึ้นเท่านั้นเอง” วิญญูตบท้าย
 

*ได้รับการเอื้อเฟื้อต้นฉบับจาก Jumpingfish At Tilopahouse และ Kay Jirawanidchakorn

http://www.prachatai3.info/journal/2010/07/30401


--
http://www.prachataiboard1.info/board/id/50088
http://hotspotshield.com
http://99it.blogspot.com/p/blog-page_21.html
http://www.redshirtinternational.org
http://norporchorusa.com/html/media/npcusa_radios.html
http://www.unblockanything.com
http://www.youtube.com/watch?v=Dyw-L8JSE2U
http://sanamluang.tv
http://thaitvnews2.blogspot.com
http://112victims.org
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t1169.htm

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

นักเรียน ม.5 ที่เชียงราย ถือป้าย "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" โดนเรียกรายงานตัว ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

วันพุธ, กรกฎาคม 21, 2010

ครบสองเดือนสังหารหมู่เสื้อแดง จรัล ดิษฯออกจม. รัฐปรองดองไม่จริง

July 19,2010


Dear Friends of Human Rights and Democracy,

On the two month anniversary of the Army’s crackdown, I Jaran Ditapichai, a UDD leader, and a former National Human Right Commissioner of Thailand would like to thank all the persons and organizations such as the Asian Human Rights Commission, Human right Watch, Amnesty International, International Crisis Groups, International Committee of Jurist and others for their universal condemnation of the Thai Government’s handling of the dispersal in April and May where 90 deaths and over 1900 persons were injured.

While Thai Government present a new reconciliation plan to heal the scar of the dispersal to the world, UDD leaders such as Vira Musikapong, Nattawut Saikuer, Kokaew Pikulthong, Nisit Sintupai, Weng Tojirakarn, Kwanchai Praipana, Vipootalaeng Patanaphumthai and Jenk Dokjik, are still being detained after arrest and face the legal double standard by not receiving bail as compare to those who seized Suwannaphum Airport during 2007 who were allowed bailed after arrest. And still there are over 300 of UDD provincial leaders arrested with 800 arrest warrants on notice nationwide.

For the past 2 months, the situation in Thailand has not improved but it is getting worse. The Government still abuse its power by using its legal proceeding to continue the Emergency rule for three more months. They arrest those with different political point of view by freezing over 106 persons of their asset and invite 83 Thais to audit their financial transaction. At the same time, the Government was criticized by deceiving the world by creating 5 committtees of political-media-reconciliation and reforms which are composing by the persons who are PM Thaksin’s enemies and enemies of red shirts people.

By doing such actions, it is impossible to reduce tension in the current political arena. At the mean time, Thais are still resisting the government’s continuation of Emergency Decree with seminars, discussion and declaration to stop the government’s violation of human rights.

Besides, during the past 2 months, there are report of violent incidents such as bombings which, regardless of who did them, show that as long as Government use deceit, law, and Emergency Rule to destroy the Reds and democratic groups, these type of situation will happen and cause more violence. To lessen it, Abhisit must suspend Emergency Decree, bring back the previous reconciliation plan by dissolve Parliament, hold general election on Nov 14 which all international communities’ had previously support. Then there will be a true reconciliation in Thailand.

Sincerely,

Jaran Ditapichai

Forbesเทิดพระเกียรติในหลวงที่1ของโลก3ปีซ้อน


เทิดพระเกียรติ-นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับให้ในหลวงของปวงชนชาวไทยทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แม้จะเกิดการจลาจลและวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศ แต่ไม่ทำให้พระราชทรัพย์ที่สำนักงานทรัพย์สินฯถือครองหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ลดมูลค่าลงแต่อย่างใด


ที่มา นิตยสารฟอร์บส์

นิตยสารฟอร์บส์ได้จัดอันดับให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของปวงชนชาวไทย ทรงเป็นกษัตริย์ที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันใ นการประกาศล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม

ฟอร์บส์รายงานว่า แม้ประเทศของพระองค์เกิดการจลาจลและวิกฤตการณ์ทางการเมือง แต่พระราชทรัพย์ที่ทรงถือครองผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็ยังได้ประโยชน์จากตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ดีขึ้นในปี 2552 พระราชทรัพย์ยังคงอยู่ที่ 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ราว 1 ล้านล้านบาท)

นิตยสารฟอร์บส์รายงานด้วยว่า ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก แม้ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศ ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น รวมทั้งส่งผลลบต่อการท่องเที่ยวและต่อนักลงทุนต่างชาติ แต่ในที่สุดตลาดหุ้นก็ฟื้นไข้ได้แล้ว

พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ได้รับการเทิดทูนสักการะจากปวงชนชาวไทยสูงยิ่ง ทรงมีพระราชสมภพในอเมริกา ได้รับการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ ในปัจจุบันทรงมีพระพลานามัยไม่สมบูรณ์นัก

อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศของไทย เคยออกแถลงต่อเรื่องนี้นับแต่ปีแรกที่ฟอร์บส์ได้จัดอับดับให้ในหลวงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เมื่อปี 2551 ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ชี้แจงว่า บทความดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากว่า ทรัพย์สินที่บทความนำมาประเมินนั้น ในความเป็นจริง มิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันกับพระมหากษัตริย์ในประเทศอื่น ที่บทความเดียวกันนี้ไม่ได้จัดอันดับฐานะความร่ำรวย เพราะทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของกษัตริย์ หากแต่เป็นของคนทั้งชาติ

อย่างไรก็ตามในปีต่อมาที่ฟอร์บส์ยังจัดอันดับให้ในหลวงทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนั้น ฟอร์บส์อธิบายว่า เนื่องจากในหลวงของไทยทรงมีพระราชอำนาจในการบริหารจัดการสำนักงานทรัพย์สินฯ จึงนับเป็นพระราชทรัพย์

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการให้ความเห็นในกระดานสนทนาคนเหมือนกันว่า อันที่จริง ต้องถือว่า Forbes ยัง "ประเมินพระราชทรัพย์" ต่ำกว่าทีเป็นจริงแน่ เพราะไม่มีการประเมิน "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ซึ่งน่าจะมีมูลค่าไม่น้อยทีเดียว

คลิ้กดูอันดับทั้งหมดที่ฟอร์บส์จัดในปีนี้ คลิ้กที่นี่

ขยายวงทั่วโลก'มีคนตาย'ที่เมืองไทย



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เฟซบุ๊ค

นอกจากกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงจะจัดขึ้นที่แยกราชประสงค์ทุกวันอาทิตย์แล้ว ขณะนี้ประชาชนไทยผู้รักความเป็นธรรมทั่วโลกได้จัดกิจกรรมทางface bookด้วยการเชิญชวนชาวไทย และผู้รักความเป็นธรรมในต่างประเทศร่วมกันส่งภาพถ่าย"มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายแบบนี้ที่เมืองไทย"มาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค

โดยผู้จัดทำกิจกรรมระบุว่า

เพราะที่เมืองไทย เสรีภาพในการสื่อสารกำลังถูกริดรอน จึงเกิดCampaign เพื่อสื่อสารข้อความว่า มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายแบบนี้ที่เมืองไทย ขอชวนทุกคนที่อยู่นอกประเทศไทย ช่วยกันส่งข้อความ เพื่อเร่งให้เกิดความยุติธรรมกับคนตายค่ะ




และมีคำอธิบายภาษาอังกฤษในกิจกรรมนี้ว่า

Call for participation in the Campaign "Protesters were shot dead (like this) in Thailand"

Currently, expression of regret or mention about protesters who were shot dead by army since the anti-government demonstration in April - May have been threatended in Thailand. This campaign aims to urge the fair and transparent justice for those people.

**There were 80 civilians, and 10 soldiers dead including foreign journalists, redcross medic and left 2000 injured**

**the investigation committees were appointed by the Thai Government.

วันอังคาร, กรกฎาคม 20, 2010

นักเรียน ม.5 ที่เชียงราย ถือป้าย "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" โดนเรียกรายงานตัว ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ



ที่มา ประชาไท
20 กรกฎาคม 2553

Facebook รายงานข่าวนักเรียน-นักศึกษา 5 คน รวมตัวรณรงค์ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดนหมายเรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อหาชุมนุมห้าคนขึ้นไป กระทำการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

รายงานข้อมูลจากใน Facebook uddthailand และAeaw วะ ฮะ ฮ่า ระบุว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.บัญญัติ ทำทอง รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย ได้ออกหมายเรียก เด็กนักเรียน ชั้น ม.5 อายุ 17 ปี และนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2 คน นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 2 คน รวมเป็น 5 คน ที่ออกไปรณรงค์ถือป้ายคัดค้านการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

uddthailand's Photos - กิจกรรมนศ.เชียงราย

ทั้งหมดโดนหมายเรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อหา “ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบ ประกาศกำหนด ร่วมกันเสนอข่าว ทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” และให้ไปรายงานตัวในวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 เวลา 10.00 น.

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ก.ค.53 กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ทั้ง 5 คน ได้รวมตัวทำกิจกรรมให้มีการยกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ที่บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาล 1 เทศบาลนครเชียงราย อ.เมืองเชียงราย ด้วยการปิดปากด้วยหน้ากากอนามับที่เขียนว่า “พ.ร.ก.” และเดินถือป้ายรณรงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ ในเขตเทศบาลเช่น หอนาฬิกา ศาลลากลางจังหวัด โดยถือป้ายที่มีข้อความ อาทิ “ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์” “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คงไว้เพื่อไม่ให้ความจริงปรากฏ” “นายกครับ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนะ ไม่งั้นรัฐบาลจะพัง” ฯลฯ ก่อนที่จะสลายตัวกันไปอย่างสงบ

หนึ่งในกลุ่มนักศึกษา กล่าวในการทำกิจกรรมวันนั้นว่า การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อที่ต้องการแสดงออกว่ากลุ่มนักเรียน นักศึกษาได้มีความสนใจทางด้านการเมือง ซึ่งไม่อยากให้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้เข้ามามีบทบาทในการปกครองเนื่องจากจะถูกมองจากต่างประเทศว่าไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย จะกระทำหรือมีการเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่ได้ ซึ่งการออกมาในครั้งนี้ก็ได้ทำตามมาตรการ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการรวมกลุ่มไม่เกิน 10 คนและจะได้มีการรณรงค์อย่างสันติต่อไป

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนั้น มีการแจ้งข่าวผ่านทางเว็บบอร์ดประชาไท ระบุว่า หลังจากเสร็จจากการทำกิจกรรม ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนชั้น ม.5 ได้ถูกทางโรงเรียนเชิญเข้าพบ โดยอาจารย์แจ้งว่าที่ให้มาพบเพียงอยากให้ยืนยันว่าได้มีการไปทำกิจกรรมจริงหรือไม่ ไม่ได้ถือเป็นการทำผิด แต่หาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.) มีคำสั่งมาว่าอย่างไร ทางโรงเรียนก็ต้องดำเนินการตามนั้น อีกทั้งในตอนหัวค่ำยังถูกตำรวจเข้าพบที่บ้านและเข้าตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คด้วย


เผยภาพสุดท้ายก่อนป้ายราชประสงค์โดนอุ้ม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท และเฟซบุ๊ค
20 กรกฎาคม 2553

สันหลังหวะอุ้มป้ายราชประสงค์หนี โยนบาปเสื้อแดงพ่นสเปรย์

นายวรพจน์ อินทุลักษณ์ ผู้อำนวยการเขตปทุวัน เปิดเผยกรณีที่มีการปลดป้ายแยกราชประสงค์ ฝั่งห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่าออก ว่า ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตปลดป้ายดังกล่าวออกเอง เนื่องจากตรวจสอบพบว่าป้ายดังกล่าวถูกพ่นสีสเปรย์ทั้งสีขาว และสีดำทับคำว่าแยกราชประสงค์ มีสภาพเลอะเทอะ ไม่มีความสวยงาม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงจำเป็นต้องเอาออก โดยขณะนี้เตรียมทำหนังสือนำส่งไปยังสำนักการจราจรและขนส่ง(สจส.) กรุงเทพมหานคร(กทม.) ให้ดำเนินการแก้ไข และทำความสะอาด เบื้องต้นคาดว่าจะทำความสะอาดและกลับมาติดตั้งได้ภายใน 2-3 วันนี้

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ทำลายป้ายแยกราชประสงค์นั้น คาดว่าจะเป็นฝีมือของผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลโดยนำสีมาพ่นไว้ แต่เนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นฝีมือใคร ทางเขตปทุมวันจึงได้แจ้งความไว้ที่ สน.ลุมพินี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการต่อไป เพราะป้ายสี่แยกถือเป็นทรัพย์สมบัติของทางราชการ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการปลดป้ายดังกล่าวไม่ได้มีคำสั่งจากนักการเมือง หรือผู้บริหาร กทม.แต่อย่างใด

เผยภาพและคลิปวิดิโอเสื้อแดงรำลึก2เดือนราชประสงค์ไม่มีพ่นสเปรย์


องครักษ์พิทักษ์ป้าย-เรื่องนี้มีเหตุจากตอนหัวค่ำวันที่ 18 กรกฎาคม กลุ่มเสื้อแดงนำโดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ จะนำโบว์สีแดงไปติดที่ป้ายราชประสงค์เพื่อรำลึก2เดือนเหตุการณ์ 19 พฤษภาอำมหิต แต่รัฐบาลสั่งตำรวจมาเป็นองครักษ์พิทักษ์ป้ายอย่างเข้มงวด นายสมบัติจึงได้ติดโบว์ที่รั้วใกล้ป้ายแทน และแยกย้ายกันกลับ ต่อมาตำรวจก็แยกย้ายกลับตาม


กลับมาจุดเทียน-ในเวลาราว 22.00 น.คล้อยหลังตำรวจเลิกพิทักษ์ป้ายแล้ว นายสมบัติและคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งได้มาจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์ 2 เดือนราชประสงค์ ณ บริเวณ ป้ายราชประสงค์ (ดูรายละเอียดทั้งหมด ที่บอร์ดประชาไท)



ผูกผ้าแดง+อ่านบทกวี จากนั้นมีการผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ และอ่านบทกวีรำลึกวีรชนโดยดีเจอ้น วิทยุชุมชนคนแท็กซี่ (ดูคลิปวิดิโอประกอบ คลิ้กที่นี่ ซึ่งจะเห็นว่ากิจกรรมเป็นไปอย่างสงบเรียบง่าย ไม่มีการทำลายป้าย) บทกวีมีว่าดังนี้

เสียงระทมดังงม สุดใจข้าฯ
เสียงบรรเลงเพลงเตือนไซร้ แทบขาดสาย
ไม่มีวัน ไม่มีเลือน หรอกเพื่อนตาย
อ้ายเพื่อนเรา หญิงชาย ถูกคร่าไป

สไนเปอร์ ใช่ คนเห็น สไนเปอร์
สติ๊กเกอร์ สีชมพู มีคนเห็น
แต่บางคนแสร้งตาบอด แสร้งใจเย็น
แกล้งทำเป็นไม่เห็นข้อเท็จจริง

ไม่มีแล้วความยุติธรรมในเบื้องหน้า
ไม่มีแม้ความเศร้าเบื้องบนไหน
ไม่เป็นไร โธ่เพื่ิอน ไม่เป็นไร
อดทนไว้ เพลานี้ ใช่วันเรา

ไฟศรัทธา อันมีค่า ให้พร้อมสู้
ไฟศัตรู ละล่องสู่ คู่ความหมาย
ต่อให้ฟ้า แดดิ้น ดับชีพวาย
ก็ไม่ช่วย ไม่จางหาย จากใจชน

ลุกขึ้นเถิด มวลชน ยอดนักสู้
ลุกขึ้นเกิด มาเป็นครู ณ สหาย
มาตอกย้ำศักดิ์ศรี อย่าเสียดาย
จดจำวันสุดท้าย
จะเอาเลือดทรราชย์ มาล้างตีน ศพเพื่อนกู!



แปะสติ๊กเกอร์เล็กๆ-อย่างไรก็ตามในวันนั้นจากภาพจะพบว่ามีการปีนขึ้นไปแปะสติ๊กเกอร์สีขาวเล็กๆ แต่ก็ไม่ใช่พ่นสปรย์สีดำ สีขาวจนเลอะอย่างที่ผอ.เขตปทุมวันว่า


เรียบร้อย-เป็นอันเสร็จพิธี นี่เป็นภาพป้ายสุดท้ายก่อนโดนอุ้มหาย

เฝ้าเสาแทนป้าย-วันต่อมาคือ 19 ก.ค.ก็เหลือแต่เสาให้ตำรวจเฝ้า...
http://thaienews.blogspot.com

--
http://www.prachataiboard1.info/board/id/50088
http://hotspotshield.com
http://99it.blogspot.com/p/blog-page_21.html
http://www.redshirtinternational.org
http://norporchorusa.com/html/media/npcusa_radios.html
http://www.unblockanything.com
http://www.youtube.com/watch?v=Dyw-L8JSE2U
http://sanamluang.tv
http://thaitvnews2.blogspot.com
http://112victims.org
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t1169.htm

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ด่วน..!ขอบคุณในดวงชะตาของประเทศทำให้ค้นพบแหล่งพลังงานใหม่..มหาศาล !!





ด่วน..!ขอบคุณในดวงชะตาของประเทศทำให้ค้นพบแหล่งพลังงานใหม่..มหาศาล !!

astute's picture
Wed, 06/30/2010 - 07:24 | by astute | Report topic

ขอบคุณและขอบคุณท่านที่ยิงอาร์พีจี
โดย : อ่างขาง

________________________________________________________________________________

น้ำมัน 70ล้านลิตร ถ้าคิดตัวเลขกลมๆ ลิตรละ30บาท ก็จะตกเป็นเงิน 2100ล้านบาท
นั่นคือตัวเลขที่ กรมพลังงานทหารจะต้องตอบคำถามนี้ ว่าใครทำอะไรกับเงินก้อนมหึมาอันนี้

หลายท่านคงรู้เรื่องนี้ดี

โดยเฉพาะพวกที่มีญาติมิตรเป็นทหารหรือตนเองรับราชการททหาร นายทหารผู้ใหญ่ระดับคุมกำลังทั้งหลาย ผบ.พัน ผบ.กรม ผบ.พล ผู้บัญชาการมลฑล กลุ่ม คนพวกนี้จะมีคูปองน้ำมันเป็นกระตั๊ก เรียกว่าเมื่อตนเองปลดเกษียณไปแล้วหรือเสียชีวิตไปแล้ว ลูกเมียที่ยังคงอยู่ อีก10ปีก็ใช้น้ำมันพวกนี้ไม่หมด เป็นมรดกตกทอดกันไปเลย

น้ำมันที่เป็นคูปองเติมได้ตลอดชีวิตนี้มันอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ในปั้มน้ำมันทั่วไปนี่เอง ในคูปองนี้จะระบุให้เสร็จแต่ละคูปองเป็นจำนวนลิตร เช่นในคูปองระบุเป็นน้ำมันดีเซล 40ลิตร แต่บังเอิญรถของเราที่เข้าไปเติมใช้น้ำมันเบนซิน เราจะขอเปลี่ยนจากน้ำมันโซล่าเป็นน้ำเบนซินก็ได้ โดยเทียบอัตราส่วนตามความเป็นจริง ณ.ขณะนั้น หรือหากวันใดขาดแคลนเงินสดขึ้นมาก็สามารถไปแลกเป็นเงินสดแทนก็ย่อมได้อีก

ที่กล่าวมานี้ เป็นแค่หน่วยงานเล็กๆหน่วยหนึ่งในหน่วยงานทหาร ที่มีค่ายทหารอยู่แทบจะทุกจังหวัดในประเทศไทยเท่านั้น ยังไม่รวมถึงระดับคีย์แมนบิ๊กๆในกองทัพ ที่มองเรื่องน้ำมันแค่นี้เป็นแค่น้ำจิ้ม ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย แบ่งๆกันไป

70ล้านลิตรที่ผมเขียนไว้ในตอนต้นคืออะไร

หลายท่านคงเดาออกมันคือน้ำมันที่หายไปจากคลัง น้ำมันของกรมพลังงานทหาร และที่มีเรื่องนี้แดงขึ้นมาก็เพราะบังเอิญมีใครก็ไม่อาจทราบได้ชี้เบาะแสให้ โดยการยิงจรวดอาร์พีจี เข้าไปในถังน้ำมันที่บรรจุ 10ล้านลิตร เมื่อถังทะลุ น้ำมันดันไม่มี และเมื่อสำรวจดู ผลปรากฏว่า น้ำมันนั้นหายไปจากถังถึง7ถัง รวมกันทั้งหมด 70ล้านลิตร

มีความพยายามจะออกมาบอกว่าน้ำมันนั้น ได้ถูกเบิกไปแล้ว เมื่อครั้งออกมาฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์ แต่ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่
เพราะ นี่ คือคลังน้ำมันสำรองของกรมพลังงานทหาร กฎหมายระบุไว้ชัดเจนคลังน้ำมันสำรองนี้จะต้องเต็มเสมอ เป็นการสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงของประเทศ เผื่อไว้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มิอาจคาดการณ์ได้เท่านั้น

ดังนั้นน้ำมันนี้จะถูกเบิกไปใช้ไม่ได้เลยไม่ว่าเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้น นอกเสียจากว่าเกิดวิบัติครั้งใหญ่จนไม่สามารถหาที่อื่นมาใช้ได้แล้วจึง สามารถนำน้ำมันนี้ออกมาใช้ และเมื่อนำมาใช้แล้วจะต้องรีบหากลับมาใช้คืนโดยด่วน

ความจริงเรื่องนี้มันตรวจสอบไม่ยาก น้ำมันนั้นหายไปไหน ใครเอาน้ำมันนี้ออกไป เอาไปทำอะไร
แค่ ตรวจสอบเส้นทางเดินของน้ำมัน มันง่ายกว่าการตรวจสอบเส้นทางของการเงินซะอีก แค่ตรวจดู บ/ช การเบิกจ่ายน้ำมัน แค่นั้น ก็จะพบอะไรแล้ว

ถ้าน้ำมันไม่มีการเบิกจ่ายแต่ ก็ไม่มีเหลือในถัง สรุปได้ทันทีเลยว่า หาย ไม่มากเรื่อง แต่ถ้าพบการเบิกจ่ายก็ตรวจสอบแค่คนอนุมัติก็จะพบเส้นทางคนทำผิดแล้ว

ดีเอสไอสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินของคนเสื้อแดง สลับซับซ้อนมากมาย ยังสามารถเรียกมาตรวจสอบได้เกือบ100คนทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้าง เรียกตรวจสอบมันดะไป ถ้ามีมาตรฐานพอสำหรับประเทศนี้ และมีความกล้าพอสมกับราคาคุย ตรวจสอบกันจริงๆไปเลย ให้ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบพลังงานทหาร เล่าแจ้งแถลงไขออกมาทางทีวี เหมือนเช่นทำกับคนเสื้อแดง ตรวจสอบให้พบบอกกล่าวกับประชาชน ทำให้เหมือนกับว่าดีเอสไอ กินเงินเดือนที่มาจากประชาชนจริงๆ เป็นกลางพอที่จะเชื่อถือได้ ให้ผู้คนทั้งประเทศมีความหวังในกระบวนการยุติธรรมบ้าง

อย่าตรวจสอบกันแบบมักง่าย เฉกเช่นหมอพรทิพย์ตรวจสอบ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที200 ที่เมื่อตรวจแล้วสังคมยังประณามไม่เลิกจนทุกวันนี้ เอาตัวเองมาขายกับเรื่องที่ยิ่งกว่าปัญญาอ่อน มองภาพก็นึกออกทันทีเห็นหน้าหมอพรทิพย์เหมือนเห็นนางพญาตอไม้ โปรดอย่าทำเยี่ยงนั้น อะไรผิดอะไรถูกกล้าๆหน่อย ทำผลงานให้ประจักษ์ เอาความเป็นนิติรัฐกลับคืนมา เอาศักดิ์ศรีของตนเองและสถาบันคืนมา ไม่ว่าใครหน้าไหนทุจริตจัดการให้หมด

images by uppicweb.com
Thanks: ฝากไฟล์รูปฝาก จดโดเมน

เรื่องแค่นี้ไม่ทราบว่าจะช่วยจัดการได้ไหม

สิ่งที่สังคมวิพากษ์ไม่เลิก มีเหตุผลพอจะเชื่อได้ดังนี้

1.มันไม่เคยมีน้ำมันอยู่มานานแล้ว ทุกอย่างมันมีแต่ตัวเลข

2.น้ำมันถูกเอาไปหมุน ยังไม่ถึงเวลาครบรอบที่จะเอากลับคืนมา ในความหมายก็คือ

2.1 น้ำมันถูกขายออกไปแล้วในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดสูง และจะซื้อกลับคืนมาอีกทีในขณะที่ราคาน้ำมันถูกกว่านี้ บังเอิญเกิดเหตุซะก่อนน้ำมันจึงหมุนกลับมาไม่ทัน
2.2ซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า มีแต่ตัวเลขไม่เคยมีน้ำมันจริงๆ

3.น้ำมันกลายเป็นทองแท่งไปชั่วขณะ ตั้งแต่ออกจากสิงคโปร์แล้ว

4.น้ำมันกลายเป็นดอกเบี้ยงอกเงยได้ ถ้าตัวน้ำมันเองไม่ได้อยู่ในถัง

เท็จจริงเป็นประการใดอย่านิ่งเฉย หรือเงียบเป็นเป่าสาก เพราะสิ่งที่ประชาชนมองเห็นอยู่ในขณะนี้ก็คือ
ได้พบ แหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกแล้ว สามารถใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันเพิ่ม ตัวเลขเริ่มต้น 70ล้านลิตร เป็นเงิน2100 ล้านบาท

บ่อน้ำมันแหล่งใหญ่ของประเทศอยู่ตรงนี้เอง เพียงเรียกคืนจากทหารที่สูญหายไปนำกลับมาคืนให้กับประชาชนเท่านั้น ประโยชน์ทั้งหมดก็จะตกอยู่กับประชาชนโดยแท้

ถ้ารัฐบาลโดยนายกฯที่ชื่ออภิสิทธิ์กล้าทำ

ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณและขอบคุณท่านที่ยิงอาร์พีจี ในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้มีคุณูปการอย่างมหาศาลกับประเทศชาติ ที่ท่านทำให้ประชาชนในประเทศนี้ได้พบขุมทรัพย์ใหม่

http://www.prachataiboard1.info/board/id/50808


http://www.unblockallweb.com/
http://downmerng.blogspot.com
http://picasaweb.google.com/prainn999/14255302# ทัพผ่านฟ้าสู่ราชประสงค์ วันที่ 14 เมษายน 2553
http://www.unblockallweb.com/index.phpq=aHR0cDovL2Rvd25tZXJuZy5ibG9nc3BvdC5jb20%3D&hl=3e8
http://www.112victims.org/
http://www.thaifreenews.org/
http://friendfeed.com/
http://chirpcity.com/bangkok/3
http://www.radaroo.com/
http://factsforthais.blogspot.com/2009/05/7.html
http://tv.kapook.com/nbt.php
http://friendfeed.com/antactica
block
http://www.ustream.tv/channel/redheart
http://redpower-sm-germany.com