'เด็กออทิสติก' ขอคืนพื้นที่ความจริงจากทหาร

จตุพร พรมพันธุ์ , นายการุณ โหสกุล , วิเชียร ขาวขำ , พรรคเพื่อไทย

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2554

ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสำนักพระราชวัง






From: kay aom <aomkay@gmail.com>
Date: 2011/4/11
Subject:  ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสำนักพระราชวัง
To: redthai@googlegroups.com



มีประชาชนถูกฆ่าตาย มีประชาชนถูกยิงในเขต อภัยทาน !!!


 
เมื่อ 8 เมษายน 2554, 14:57, Srok-Ground <boonpm@gmail.com> เขียนว่า:

งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓
เป็นปีที่ ๖๕ ในรัชกาลปัจจุบัน

งบประมาณรายจ่ายงบกลาง ในความควบคุมของกระทรวงการคลัง
และสำนักงบประมาณ
(๑) ค่าใช้จ่ายตามโครงการ
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ           ๒,๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
(๒) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการ
เสด็จพระราชดำเนินและ
ต้อนรับประมุขต่างประเทศ               ๖๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
(๓) ค่าใช้จ่ายการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล
เฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ
๕ ธันวาคม ๒๕๕๔                       ๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท

งบประมาณรายจ่ายของสำ นักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานในกำ กับ
๑. สำนักงาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
(๑) แผนงานสร้างค่านิยม
ในการปกป้องสถาบัน
พระมหากษัตริย์ และเสริมสร้าง
ความสมานฉันท์ของคนในชาติ         ๕๑,๔๒๖,๒๐๐ บาท
(๒) แผนงานเพิ่มศักยภาพ
ทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก
ตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง                     ๓,๓๐๘,๐๗๐,๐๐๐ บาท

๘. สำนักงาน
สภาความมั่นคงแห่งชาติ รวม ๑๙๓,๓๔๐,๗๐๐ บาท คือ
(๑) แผนงานสร้างค่านิยม
ในการปกป้องสถาบัน
พระมหากษัตริย์ และเสริมสร้าง
ความสมานฉันท์ของคนในชาติ         ๒๕,๕๗๓,๐๐๐ บาท     (ข้อหนึ่งมีไปแล้ว ในข้อแปดนี้มีอีกรวมๆแล้วงบนี้ในงบปีนี้ทะลุสองร้อยล้านบาท ไปดูเอาเถอะในงบกลาโหมก็มีงบนี้อีก)


๑๘. สำนักงานบริหาร
และพัฒนาองค์ความรู้
(องค์การมหาชน) รวม   ๒๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท คือ
(๑) แผนงานขยายโอกาส
และพัฒนาการศึกษา                      ๒๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท

มาตรา ๖ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับ ให้ตั้งเป็น
จำนวน                                  ๑๖๘,๕๐๑,๘๒๘,๓๐๐ บาท

โหลดมาดูเองนะครับ และพิจารณาดูเองว่าเงินภาษีของคุณ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนส่วนใหญ่หรือไม่

http://www.bb.go.th/bbhome/page.asp?option=content&dsc=%BE%C3%D0%C3%D2%AA%BA%D1%AD%AD%D1%B5%D4%A7%BA%BB%C3%D0%C1%D2%B3%C3%D2%C2%A8%E8%D2%C2%BB%C3%D0%A8%D3%BB%D5&folddsc=29005



2009/8/8 Redthai WM <redthaigroup@gmail.com>

http://www.bb.go.th/bbhome/page.asp?option...p;folddsc=29001

เอา ข้อมูลมาให้ดูครับว่า (จากลิงค์ข้างบน) งบประมาณ ปี 2552 ที่เกี่ยวข้องกับเจ้านั้น มี 6 ส่วน ซึ่งใช้งบรวมกันทั้งสิ้น 6,474.9 ล้านบาท ได้แก่

1. ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2,300.0 ล้านบาท
2. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ 500.0 ล้านบาท
3. กรมราชองครักษ์ 660.7 ล้านบาท
4. สำนักราชเลขาธิการ 560.1 ล้านบาท
5. สำนักพระราชวัง 2,364.6 ล้านบาท
6. สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 89.5

ค่า ใช้จ่ายนี้มากกว่ากระทรวงต่าง ๆ ถึง 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศเเละการสื่อสาร กระทรวงพลังงาน กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงอุตสาหกรรม

ไม่นับรวมงบโฆษณารายวันตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ และวิทยุอื่น ๆ อีกทั่วประเทศ โปรดพิจารณากันเอาเองว่า ใช้คุ้มค่ามากน้อยเพียงใด

 

ที่มา: http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=826135

 


--~--~---------~--~----~------------~-------~--~----~
You received this message because you are subscribed to the Google
Groups "RED 4Ever" group.
To post to this group, send email to red-4ever@googlegroups.com
To unsubscribe from this group, send email to
red-4ever+unsubscribe@googlegroups.com
For more options, visit this group at
http://groups.google.com/group/red-4ever?hl=en?hl=th
-~----------~----~----~----~------~----~------~--~---


--
*******************************************************************************************
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "กลุ่มเรดไทย"
ต้องการโพสต์ถึงกลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ redthai@googlegroups.com
ยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่ redthai+unsubscribe@googlegroups.com
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/redthai?hl=th?hl=th
เว็บไซต์ของกลุ่ม: http://www.redthai.org
cBox ของกลุ่ม http://cbox.redthai.org

   








วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทำไม เอ็นจีโอ ไทยถึงเลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านประชาธิปไตยกับคนจน?

ทำไม เอ็นจีโอ ไทยถึงเลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านประชาธิปไตยกับคนจน?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่าม กลางวิกฤตการเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่สลดใจ คือการที่เครือข่าย เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมที่น่าอับอายขายหน้าในการเลือกที่จะเข้าข้างอำมาตย์เสื้อเหลือ และมองว่าคนจนและประชาธิปไตยเป็นฝ่ายศัตรู หรืออย่างน้อยการที่ เอ็นจีโอส่วนอื่นๆ เงียบเฉยในขณะที่สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยถูกทำลาย<!--[if !supportFootnotes]-->[1]<!--[endif]--> ปัญหานี้สำคัญเพราะนักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เริ่มต้นในอดีตจากการต่อสู้กับเผด็จการ และการยืนอยู่เคียงข้างคนจน และในการทำความเข้าใจกับประเด็นนี้เราต้องข้ามพ้นการมองว่าเป็นแค่ข้อเสีย ส่วนตัวของบุคคล หรือการที่ เอ็นจีโอ “มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อรับใช้จักรวรรดินิยมหรือเผด็จการ”

ในช่วงแรกของการประท้วงโดยพันธมิตรฯ ก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา เราอาจพอเข้าใจว่าทำไม เอ็นจีโอ ร่วมกับพันธมิตรฯ ในประการแรกเขามีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนอย่าง พิภพ ธงไชย และการประท้วงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาล ไทยรักไทย มีความชอบธรรม อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯ ไม่ ได้สนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด และเราสามารถตั้งคำถามได้อีกกับการตัดสินใจของ เอ็นจีโอ ที่ไปทำแนวร่วมกับพวกเสื้อเหลืองขวาตกขอบอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล หรือ จำลอง ศรีเมือง

ต่อ จากนั้นในไม่ช้า เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่ได้ล้ำเส้นไปจับมือกับเผด็จการทหารและอำมาตย์เสื้อเหลืองอย่างตรงไป ตรงมา จนเราสามารถพูดได้ว่าในทุกขั้นตอนของวิกฤตนี้ เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่เลือกข้างผิด ดังนั้นถ้าไม่มีการทบทวนตัวเองอย่างเร่งด่วน ยอมรับความผิดพลาด และยอมแตกหักกับองค์กรปฏิกิริยาที่เป็นศัตรูของประชาชนคนจน เอ็นจีโอ ไทยจะไม่มีอนาคตในการเป็นพลังของประชาสังคมเพื่อประชาธิปไตยได้อีกเลย

ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของพันธมิตรฯ ผู้นำ เอ็นจีโอ อย่าง เรวดี ประเสริฐเจริญสุข (กปอพช.<!--[if !supportFootnotes]-->[2]<!--[endif]-->) หรือ นิมิตร์ เทียนอุดม (เครือข่ายเอดส์) ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และนิมิตร์ ได้พูดจากเวทีนี้ในทำนองดูถูกคนจนว่า ผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ “ขาดข้อมูล”<!--[if !supportFootnotes]-->[3]<!--[endif]--> ซึ่งเป็นทัศนะที่ให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ต่อมาหลัง จากที่รัฐประหาร ๑๙ กันยาเกิดขึ้น นิมิตร์ และผู้นำส่วนหนึ่งของ เอ็นจีโอ ได้กีดกันไม่ให้สมาชิกเครือข่ายของตน เดินขบวนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในพิธีปิดงานสมัชชาสังคมไทย ทั้งๆ ที่ผู้นำ กปอพช. อย่าง เรวดี ประเสริฐเจริญสุข กับ จอน อึ๊งภากรณ์<!--[if !supportFootnotes]-->[4]<!--[endif]--> และเครือข่ายคนพิการ ได้ร่วมนำขบวนการประท้วงในครั้งนั้น

ในตัวงานสมัชชาสังคมไทยที่ จัดที่ธรรมศาสตร์รังสิตในเดือนตุลาคม ปี ๒๕๔๙ องค์กร เอ็นจีโอ อย่าง “รักษ์ไทย” ซึ่งได้รับเงินทุนจากฝ่ายรัฐจำนวนมาก ได้พาชาวบ้านใส่เสื้อเหลืองมาร่วมงาน และนำเสนอแนวคิดชาตินิยม ซึ่งทำให้เราต้องวิเคราะห์ปัญหาที่มาจากการรับเงินจากภาครัฐอีกด้วย เนื่องจากเดิมที เอ็นจีโอ พยายามอิสระจากรัฐภายในประเทศของตนเอง โดยการขอทุนจากมูลนิธิภายนอกประเทศ แต่ในปัจจุบัน เอ็นจีโอ กลายเป็นองค์กรที่รับเหมาทำงานจากรัฐ หรือแทนองค์กรของรัฐ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.)<!--[if !supportFootnotes]-->[5]<!--[endif]--> ที่ให้ทุน เอ็นจีโอ คำถามคือ เอ็นจีโอ หรือ Non- Government Organisations กลายเป็น จีเอ็นจีโอ” Government Non-Government Organisations ที่ผูกพันกับรัฐหรือไม่

ที่แย่มากๆ คือ มีผู้นำ เอ็นจีโอ หลายคนเสนอชื่อตนเองให้ทหาร หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เพื่อหวังว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว. ตัวอย่างเช่น เรวดี ประเสริฐเจริญสุข, นิมิตร์ เทียนอุดม, บรรจง นะแส (เครือข่ายประมงพื้นบ้าน) วิฑูรย์ เพิ่ม พงศาเจริญ (สิ่งแวดล้อม) หรือ ศยามล ไกยูรวงศ์ (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) เป็นต้น และถึงแม้ว่าทหารไม่ได้แต่งตั้งเขา มีคนจาก “สายเอ็นจีโอ” หลายคนที่ร่วมมือกับ คมช. ในรูปแบบต่างๆ โดยหลงคิดว่าทหารเผด็จการจะปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้ โดยลืมประวัติศาสตร์ของสังคมไทย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ไทยในองค์กร Focus on Global South ได้ออกมาแสดงความยินดีกับรัฐประหาร<!--[if !supportFootnotes]-->[6]<!--[endif]--> แต่ถูกโต้แย้งจาก Walden Bello ผู้ก่อตั้งองค์กรที่มาจากฟิลิปปินส์

เมื่อเราเปรียบเทียบแถลงการณ์ของ กปอพช. ที่ประกาศออกมาภายใต้การนำของ ไพโรจน์ พลเพชร ในยุคที่เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงออกมาประท้วงบนท้องถนน<!--[if !supportFootnotes]-->[7]<!--[endif]--> จะเห็นข้อแตกต่างในการเน้นประเด็นระหว่างยุคประท้วงของพันธมิตรฯเสื้อเหลือง กับยุคประท้วงของเสื้อแดง เช่นในเดือน พฤษภาคม มิถุนายน และ กันยายน ๒๕๕๑ ขณะที่ พันธมิตรฯกำลังยึดทำเนียบรัฐบาลและท้องถนน และใช้ความรุนแรง กปอพช. เรียกร้องให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนเคารพสิทธิเสรีภาพของพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอย่าง “สงบ” ต่อมาในเดือนมิถุนายน กปอพช. ได้เรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนี้ลาออก ในช่วงนั้น ส.ว. “เอ็นจีโอ” รสนา โตสิกตระกูล ก็ออกมาพูดว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์สลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ด้วย

รัฐบาลในครั้งนั้นไม่ได้ใช้กำลังทหารหรืออาวุธปืนสลายการชุมนุมแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่พันธมิตรฯ มี การใช้อาวุธปืนและระเบิด อย่างไรก็ตามการใช้ก๊าซน้ำตาอย่างไม่ถูกต้องโดยตำรวจที่หน้ารัฐสภาในเดือน ตุลาคม คงจะทำให้ผู้ประท้วงเสียชีวิตหนึ่งคนในวันที่ ๗ ตุลาคม ส่วน พันธมิตรฯ อีกคนที่เสียชีวิต ตายเพราะระเบิดของตนเอง นอกจากนี้มี พันธมิตรฯคนหนึ่งที่จงใจขับรถทับตำรวจ

ต่อ มาเมื่อเสื้อแดงออกมาประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในเดือนเมษายนปี ๒๕๕๒ กปอพช. ได้เรียกร้องให้เสื้อแดงยุติการชุมนุม “ที่รุนแรง” ทั้งๆ ที่เป็นการชุมนุมอย่างสงบก่อนที่จะถูกปราบโดยฝ่ายทหาร มีการเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้แต่วิธีที่ถูกกฎหมายในการสลายการชุมนุม คือไม่ต้องเคารพสิทธิในการชุมนุมของเสื้อแดง และยิ่งกว่านั้นหลังจากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กองทหารติดอาวุธยิงประชาชน จนตายอย่างน้อยสองคน และบาดเจ็บจำนวนมาก ไม่มีการขอให้รัฐบาลลาออกแต่อย่างใด แย่กว่านั้นคือ องค์กรผู้บริโภค เครือข่ายเอดส์ และองค์กรสลัมสี่ภาค ภายใต้การนำของ สารี อ๋องสมหวัง และนิมิตร์ เทียน อุดม ได้ออกมาประณามเสื้อแดงโดยไม่ประณามรัฐบาลเลย

หนึ่งวันหลังจากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้ทหารฆ่าประชาชนเสื้อแดงเกือบ 90 ศพ ในปีต่อไป คือปี ๒๕๕๓ กปอพช. ออกแถลงการณ์ที่มีเนื้อหาว่า.... “เราเห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นความอำมหิตของรัฐบาลและแกนนำของผู้ชุมนุม ที่มุ่งเอาชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุชัยชนะทางการเมือง” <!--[if !supportFootnotes]-->[8]<!--[endif]--> พูดง่ายๆ ประชาชนเสื้อแดงเป็นแค่เหยื่อโง่ที่ถูกจ้างถูกหลอกมาประท้วง และ “ทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรง”

ตลอด เวลาที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง กปอพช. ไม่เคยออมาเรียกร้องให้ “รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของคนเสื้อแดงในการชุมนุมอย่างสงบ” และไม่เคยออกมา “เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก” อย่างที่เคยเรียกร้องสมัยที่พันธมิตรฯ ป่วนเมือง ยิ่งกว่านั้น ส.ว. พันธมิตรฯ รสนา โตสิกตระกูล ที่เคยพูดว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่มีสิทธิ์สลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ก็ยังออกมาชักชวนให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดงอีกด้วย

แค่ หนึ่งเดือนหลังจากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์และทหารเข่นฆ่าเสื้อแดง ไพโรจน์ พลเพชร ประธาน กปอพช. พูดในงานเสวนา เมื่อวันที่ ๒๐ มิ.ย. ๒๕๕๓ ว่า เรา ต้องให้ข้อมูลทั้งในแง่ของหลักการใช้อำนาจรัฐ ว่าจริงๆ รัฐสามารถใช้อาวุธได้หรือไม่ ขอบเขตมีความสมดุลจริงหรือไม่ ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องรู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองมีสิทธิในการแสดงออกมาน้อย แค่ไหน ต้องรู้ว่าการกระทำแบบไหนคือการชุมนุม หรือจลาจล เพราะเรื่องเหล่านี้มีผลในวินิจฉัยความผิด<!--[if !supportFootnotes]-->[9]<!--[endif]-->

พูด ง่ายๆ... ไม่มีการประณามการเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตยโดยรัฐบาล ทหารของอภิสิทธิ์ แค่ตั้งคำถามลอยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืน เพราะถ้าแสดงจุดยืนประชาธิปไตย จะไม่มีทางคลานเข้าไปต่อสาย “ลอบบี้” กับ “ผู้ใหญ่” ได้ ...กปอพช. ไม่มีการพูดถึงนักโทษการเมือง... ไม่มีการพูดถึงการปิดกั้นสื่อ.... แต่ที่แย่ที่สุดคือดูถูกประชาชนเสื้อแดง ว่าไม่เข้าใจสิทธิเสรีภาพ ไม่เข้าใจว่าการชุมนุมแบบไหน “ถูกต้อง” และมองว่าคนเสื้อแดงถูกจูงถูกจ้างมาเป็นเหยื่อโดยนักการเมืองและทักษิณ

ความ อับจนของแกนนำ เอ็นจีโอ ตกต่ำลงอีก เมื่อมีการมองว่าเราสามารถปฏิรูปการเมือง ในขณะที่ไม่มีประชาธิปไตยและเสรีภาพได้ และผู้ที่สามารถประสานงานการปฏิรูปได้คือรัฐบาลทหารมือเปื้อนเลือด เอ็นจีโอ จึงแห่กันเข้าไปร่วมมือกับกระบวนการปฏิรูปของทรราชอภิสิทธิ์ โดยที่แกนนำ เอ็นจีโอ ไปรับตำแหน่งในฐานะ “ผู้แทนภาคประชาชน” ที่ไม่เคยมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเลย และแถมดูถูกประชาชนว่า “โง่” อีกด้วย

เป็น ไปได้อย่างไรที่องค์กร เอ็นจีโอไทย เลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านคนจนและประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการปกป้องประชาธิปไตย และการใช้คำขวัญที่เคารพคนจน เช่น “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน”? ผู้ที่อยู่ในแวดวง เอ็นจีโอ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ถ้ายังรักประชาธิปไตยและต้องการสังคมที่เป็นธรรม จะต้องรีบทบทวนบทบาทของ เอ็นจีโอ ในครั้งนี้

แนวการเมือง เอ็นจีโอ หลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

การ เมืองของ เอ็นจีโอ ที่มองแค่ประเด็นปัญหาอย่างแยกส่วน มองไม่เห็นภาพกว้างของการเมืองและสังคม ตาข้างหนึ่งแกล้งบอด มองไม่เห็นสภาพเผด็จการทางการเมือง อีกข้างมองว่าต้องพัฒนาสิทธิชุมชนภายใต้การนำและการสั่งสอนของพี่เลี้ยง เอ็นจีโอ มีการมองว่าไม่ต้องไปแตะโครงสร้างอำนาจของอำมาตย์ ไม่ต้องพูดถึงกองทัพ และไม่ต้องพูดถึงสถาบันกษัตริย์เลย แล้วจะสร้างสิทธิพื้นฐานของประชาชนในชุมชนต่างๆ ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ได้อย่างไร?

ถ้า จะหาคำอธิบายว่าทำไม เอ็นจีโอ ไทยถึงหันขวาจนมามีจุดยืนข้างอำมาตย์ เราจะต้องหลีกเลี่ยงเรื่องการใช้คำอธิบายที่เน้นนิสัยใจคอส่วนตัว หรือความหวังดีหวังร้ายของบุคคล ประเด็นที่สำคัญกว่ามากคือแนวคิดทางการเมือง และเนื่องจาก เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่ก่อกำเนิดมาในยุคที่ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ล่มสลาย เราจะต้องศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง พคท. กับการเมือง เอ็นจีโอ<!--[if !supportFootnotes]-->[10]<!--[endif]-->

นัก ปฏิบัติการ เอ็นจีโอ ไม่เหมือนอำมาตย์ เขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง และส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เริ่มต้น “หวังดี” ต่อคนจน แต่การเข้าใจเหตุผลและที่มาของการเมือง เอ็นจีโอ ในยุคปัจจุบันนั้น ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพราะอย่างน้อยสุดเราต้องตั้งคำถามว่าทำไมมันนำไปสู่จุดยืนปัจจุบันที่เข้า ข้างเผด็จการของชนชั้นปกครอง และดูถูกประชาชนคนจน

การ“ปฏิเสธ การเมืองหรือทฤษฏีการเมือง” การเน้นแนวปฏิบัติเฉพาะกาลประเด็นเดียว และการที่ เอ็นจีโอ ขาดความโปร่งใส และไม่มีกลไกประชาธิปไตยภายใน โดยที่ เอ็นจีโอ เป็นองค์กรเล็กคล้ายๆ บริษัทธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่องค์กรมวลชนที่มีสมาชิกจำนวนมาก ล้วนแต่ส่งผลกับแนวปฏิบัติการของ เอ็นจีโอ ที่ตั้งตัวเองขึ้นมาเป็น “ผู้แทนของภาคประชาชน”

หลัง การล่มสลายของ พคท. ผู้ที่ก่อตั้ง เอ็นจีโอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตสมาชิกหรือผู้สนับสนุนพรรคฯ ได้ทบทวนแนวทาง และหันมาใช้การเคลื่อนไหวที่ลดความสำคัญของ “การเมือง” และการยึดอำนาจรัฐ โดยเน้นการเป็น “ผู้ปฏิบัติ” แต่การปฏิบัติของ เอ็นจีโอ เป็นเรื่อง “ประเด็นปัญหาชาวบ้าน” ประเด็นเดียวอย่างแยกส่วน ไม่ได้ต่อสู้หลายด้านพร้อมๆ กันเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐและสังคมเหมือนกับที่ พคท. เคยทำ ซึ่งแนวคิดของ เอ็นจีโอ แบบนี้ สอดคล้องกับการขอทุนเพื่อทำโครงการ และได้รับอิทธิพลจากความคิดอนาธิปไตย ที่หันหลังกับรัฐ และปฏิเสธการสร้างพรรคมวลชนอีกด้วย แนวอนาธิปไตยนี้ก็เป็นปฏิกิริยาต่อแนวเผด็จการของ พคท. เช่นกัน

จุดยืนดังกล่าวเราเข้าใจได้ว่าเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากข้อเสียของพรรคคอมมิวนิสต์ฯ โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นเผด็จการของพรรคฯ ที่สั่งลงมาว่าสมาชิกต้องเชื่อฟังและท่องสูตรทฤษฏีการเมืองของพรรคฯ ซึ่งในที่สุดนำไปสู่ความล้มเหลวในการต่อสู้ ผลของปฏิกิริยาต่อสภาพเช่นนี้ คือการหันมาปฏิเสธ “ทฤษฏีการเมืองทั้งหมด” หรือปฏิเสธ “การสร้างพรรค” และ สถานการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามเย็น ในส่วนอื่นๆ ของโลกอีกด้วย การเคลื่อนไหวประเด็นเดียวที่ลดเรื่อง “การเมือง” ก็เข้าใจได้อีก เพราะสอดคล้องกับการขอทุนจากต่างประเทศเพื่อโครงการของ เอ็นจีโอ โดยไม่ต้องพึ่งรัฐไทย และเป็นการพยายามหลีกเลี่ยงการปราบปราม “กลุ่มการเมือง” โดยรัฐเผด็จการในยุคแรกๆ อีกด้วย

นอกจากนี้การลดความสำคัญของ “การเมือง” นำไปสู่แนวปฏิบัติแบบ “ล้อบบี้” (lobby) ของ เอ็นจีโอ คือ เอ็นจีโอ มองว่าเขาจะต้องหาทาง “ต่อสาย” กับผู้ใหญ่ เพื่อเข้าไปแนะนำหรือเรียกร้องอะไรกับรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจ แทนที่จะนำการเคลื่อนไหวต่อสู้ของมวลชนให้มีการเปลี่ยนแปลง และ เอ็นจีโอ จะพยายาม “ต่อสาย” กับทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน และไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตย<!--[if !supportFootnotes]-->[11]<!--[endif]--> ดังนั้น เอ็นจีโอ เคย “ต่อสาย” ด้วยความหวังสูง กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์, พรรคความหวังใหม่, พรรคไทยรักไทย และรัฐบาลเผด็จการของ คมช.

ในกรณีรัฐบาล ไทยรักไทย อดีตแกนนำ เอ็นจีโอ อย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย ก็เข้าไปรับตำแหน่งสูงในรัฐบาล และในกรณีหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา อดีต เอ็นจีโอ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ก็รับตำแน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลทหารของ คมช.

การ เมืองแบบ “ลอบบี้” หรือการ “ต่อสาย” สู่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าขัดแย้งกับแนวอนาธิปไตยโดยสิ้นเชิง เพราะแนวอนาธิปไตยจะพยายาม “หันหลังและปฏิเสธรัฐ” ในขณะที่แนวลอบบี้เป็นการ “วิ่งเข้าหารัฐ” อย่างไรก็ตามทั้งสองแนวความคิดมีต้นกำเนิดจากความอ่อนแอ ซึ่งมาจากการขาดพลังมวลชน และการปฏิเสธ “การเมือง” หรือ “ความจำเป็นที่จะยึดอำนาจรัฐ” ของเอ็นจีโอ

มือ ซ้ายของ เอ็นจีโอ จะชวนให้ชาวบ้านทำกิจกรรมที่พึ่งตนเองในชุมชน พร้อมกันนั้นมีการวิจารณ์รัฐ ในขณะที่มือขวาพยายาม “ต่อสาย” สู่ผู้มีอำนาจในรัฐบาล และทั้งสองมือที่ขัดแย้งกันของ เอ็นจีโอ นี้ จะไม่สนใจวิเคราะห์ภาพกว้างของสังคมและการเมือง เพราะไม่มีเป้าหมายในการช่วงชิงอำนาจรัฐเลย<!--[if !supportFootnotes]-->[12]<!--[endif]-->

การ เมืองของการ “ต่อสาย” ของ เอ็นจีโอ ในที่สุดนำไปสู่การร่วมมือกับรัฐ และการรับทุนจากภาครัฐ ในปี ๒๕๓๒ ผู้แทน เอ็นจีโอ เริ่มถูกดึงเข้าไปร่วมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนที่ ๗ และในปี ๒๕๓๕ เอ็นจีโอ เริ่มได้รับทุนจากกระทรวงสาธารณะสุข และกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายความว่า เอ็นจีโอ เริ่มไม่อิสระจากรัฐบาลและหันมาพึ่งพาชนชั้นปกครอง<!--[if !supportFootnotes]-->[13]<!--[endif]-->

ในการใช้แนวอนาธิปไตย เอ็นจีโอ มักจะต่อต้าน “ประชาธิปไตยแบบผู้แทน” และการลงคะแนนเสียง<!--[if !supportFootnotes]-->[14]<!--[endif]--> เพราะมองว่านำไปสู่การเมืองน้ำเน่าและการซื้อขายเสียง หรือการเพิ่มอิทธิพลของ “พรรคการเมือง” ดังนั้นมีการเสนอ “ประชาธิปไตยทางตรง”<!--[if !supportFootnotes]-->[15]<!--[endif]--> ซึ่งเป็นระบบที่คนในชุมชนมาประชุมกันเพื่อกำหนดทิศทางของชุมชน และต่อรองโดยตรงกับรัฐ แต่มันมีหลายๆ ปัญหา เพราะมันเป็นนามธรรม มันมองแค่ชุมชนตนเอง อาจเพิ่มอิทธิพลของผู้นำชุมชนอนุรักษ์นิยมหรือผู้ใหญ่ในขบวนการ และไม่มีอำนาจแท้ในการต่อรองกับรัฐเลย ยิ่งกว่านั้น การปฏิเสธ “ประชาธิปไตยระบบผู้แทน” และ “การเลือกตั้ง” นำไปสู่การมองว่า รัฐสภาที่มีเสียงข้างมากของ ไทยรักไทย ไม่แตกต่างอะไรจากการทำรัฐประหารของทหาร หรือรัฐสภาที่แต่งตั้งโดยทหาร และมันเปิดประตูสู่การเมืองเผด็จการ “ระเบียบใหม่” ของพันธมิตรฯ อีกด้วยเพราะมันเป็นการปฏิเสธระบบเลือกตั้ง จริงๆ แล้ว เอ็นจีโอ ทั่วโลก ไม่เคยมีการเลือกตั้งภายในแต่ละองค์กร ซึ่งแตกต่างจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหลายชนิด เช่นสหภาพแรงงาน หรือพรรคการเมือง<!--[if !supportFootnotes]-->[16]<!--[endif]-->

ทั้งๆ ที่ เอ็นจีโอ ตื่นเต้นกับชัยชนะของ ไทยรักไทย ในช่วงเริ่มต้น และรีบเข้าไปต่อสายกับคนอย่างภูมิธรรม แต่ในไม่ช้าก็ผิดหวังและโกรธแค้นรัฐบาล สาเหตุสำคัญที่สุดคือ นโยบายที่เป็นรูปธรรมของ ไทยรักไทย ทำให้ฐานมวลชนของ เอ็นจีโอ หดลง เพราะประชาชนเห็นว่า “การเมือง” มีประสิทธิภาพมากกว่าโครงการของ เอ็นจีโอ หลายเท่า นอกจากนี้ เอ็นจีโอ แนวอนาธิปไตยไม่เคยไว้ใจการใช้รัฐในการแก้ไขปัญหาความยากจน ถ้าไม่ใช่โครงการที่ส่งเงินลงมาผ่าน เอ็นจีโอ และการปราม เอ็นจีโอ ด้วยวาจาและการตรวจสอบทรัพย์สินส่วนตัวของผู้นำบางคน โดยรัฐบาลทักษิณ ก็ไม่ช่วยสถานการณ์เลย

ที่ น่าสนใจคือ นโยบาย “อนาธิปไตยชุมชน” ที่หันหลังให้กับบทบาทรัฐของ เอ็นจีโอ ไปด้วยกันได้กับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดที่ต้องการให้รัฐเล็กลง ปฏิเสธการกระจายรายได้โดยรัฐ และเน้นการให้คน “ดูแลตนเอง” เพื่อเพิ่มประโยชน์ให้กลุ่มทุนเอกชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ พรรคประชาธิปัตย์และ อำมาตย์ ชื่นชม และไปด้วยกันได้ดีกับลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” อีกด้วย โดยที่บุคคลที่เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญระหว่าง เอ็นจีโอ กับอำมาตย์คือ หมอ ประเวศ วะสี<!--[if !supportFootnotes]-->[17]<!--[endif]-->

สาย สัมพันธ์ที่เชื่อมโยง ลัทธิอนุรักษ์นิยมของสายอำมาตย์รักเจ้า กับ เอ็นจีโอ เริ่มเกิดขึ้นประมาณสิบปีก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา เมื่อ เอ็นจีโอ เริ่มขานรับลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของกษัตริย์ โดยมีการอ้างว่าตรงกับแนวคิด “เศรษฐกิจชุมชนแบบอนาธิปไตย” ที่แยกตัวออกจาก “ทุนนิยม”<!--[if !supportFootnotes]-->[18]<!--[endif]--> แต่ในความเป็นจริง ลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นลัทธิที่ปกป้องและแช่แข็งความเหลื่อมล้ำที่มาจากกลไกตลาดของทุนนิยม ซึ่งลัทธินี้ถูกเสนอโดยกษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นนายทุนใหญ่สำคัญของไทย อย่างไรก็ตาม ทั้ง กปอพช. และ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ได้หันมารณรงค์เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” และ ยุค ศรีอารยะ อดีตนักกิจกรรม พคท. ที่เปลี่ยนไปสนับสนุน พันธมิตรฯ ก็สนับสนุน ลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” เช่นกัน<!--[if !supportFootnotes]-->[19]<!--[endif]-->นอกจากนี้ ยุค เสนออีกด้วยว่า “ประชาธิปไตยตะวันตก” ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ พันธมิตรฯ และอำมาตย์

ใน ความเป็นจริง แนวคิด “เศรษฐกิจชุมชน” เป็นแนวคิดอนาธิปไตยที่เริ่มจากจุดยืนเคียงข้างคนจนในชนบทที่เผชิญหน้ากับ รัฐอำมาตย์ มันเป็นข้อเสนอให้หันหลังกับรัฐและลงมือทำอะไรเองในชุมชน<!--[if !supportFootnotes]-->[20]<!--[endif]--> ไม่ใช่ข้อเสนอให้จับมือกับอำมาตย์ แต่มันเป็นข้อเสนอที่เพ้อฝัน เพราะเสนอให้หมุนนาฬิกากลับสู่ยุคก่อนทุนนิยม มันนำมาใช้ไม่ได้ และชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจอีกด้วย นี่คือสาเหตุที่การใช้ “เศรษฐกิจชุมชน” ในรูปธรรม แปรไปเป็นการยอมจำนนต่ออำนาจอำมาตย์และลัทธิ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของกษัตริย์ และการที่ชาวบ้านไม่สนใจฟังข้อเสนอเพ้อฝันนี้ ยิ่งทำให้ เอ็นจีโอ ดูถูกชาวบ้านว่า “โง่” บ่อยขึ้น

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรรีบสรุปว่าทุกองค์กรที่ใช้แนวอนาธิปไตย จะจบลงด้วยการจับมือกับรัฐอำมาตย์ กรณีของสมัชชาคนจน ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของเกษตรกร เป็นตัวอย่างขององค์กรที่รักษาความอิสระจากรัฐ และไม่ยอมสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา หรือ พันธมิตรฯ ในกรณี สมัชชาคนจน เขาอาจถูกนำโดยนัก เอ็นจีโอ แต่สมัชชาฯ ไม่ใช่ เอ็นจีโอ เพราะเป็นองค์กรที่มีมวลชน ซึ่งในอดีตทำให้มีพลังในการต่อรองพอสมควร<!--[if !supportFootnotes]-->[21]<!--[endif]-->

ความโกรธแค้นของ เอ็นจีโอ ต่อการที่ชาวบ้านเลือก ไทยรักไทย ทำให้ เอ็นจีโอ เปลี่ยนจุดยืนมาดูถูกชาวบ้านว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” และ “ถูกหลอกโดย ไทยรักไทย” จริงๆ แล้วในการทำงานของ เอ็นจีโอ และการทำงานสายแรงงานของคนอย่าง สมศักดิ์ โกศัยสุข<!--[if !supportFootnotes]-->[22]<!--[endif]--> มันมีหน่ออ่อนของการมองว่าคนธรรมดาขาดความสามารถ เพราะองค์กรเหล่านี้มีวัฒนธรรมในการส่ง คนที่เขาเองเรียกว่า “พี่เลี้ยง” ลงไปสอนหรือดูแลชาวบ้านหรือคนงาน โดยที่ไม่ค่อยมีการปลุกระดมให้คนจนนำตนเอง

สถานการณ์ ทางการเมืองในไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นสถานการณ์ที่สร้างความสับสนได้ ข้างหนึ่งมีรัฐบาลของทักษิณ ซึ่งเป็นรัฐบาลพรรคเศรษฐีนายทุน ซึ่งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้และสงครามยาเสพติด อีกข้างหนึ่งคือพวกอำมาตย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเศรษฐีนายทุนด้วย และมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันยาวนานมาตั้งแต่ ๑๔ ตุลา เรื่อยๆ มา การที่ เอ็นจีโอ ไม่สนใจทฤษฏีการเมือง หรือการถกเถียงเรื่องการเมืองไทยและสากล ทำให้ เอ็นจีโอ วิเคราะห์ไม่ออกว่าคนจนเลือก ไทยรักไทย มาด้วยเหตุผล มันทำให้แยกไม่ออกระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลที่มาจากรัฐ ประหาร อย่างน้อยที่สุด เอ็นจีโอ ควรจะต้านรัฐประหารและทำตัวเป็นกลางไม่เลือกข้างใคร แต่แทนที่จะทำตรงนั้นเขากลับเข้าข้างเสื้อเหลืองและเผด็จการ นอกจากนี้ วัฒนธรรม “พี่เลี้ยง” มีผลทำให้นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เกรงกลัว และเกลียดชัง การตื่นตัวและการจัดตั้งกันเองของพลเมืองเสื้อแดง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เสื้อแดงมีความคิดหลากหลายและหลายส่วนอาจไม่ใช่เทวดา บริสุทธิ์ขาวสะอาด

แต่ ในที่สุดประชาธิปไตยต้องมาจากการจัดตั้งกันเองและการเคลื่อนไหวของพลเมือง รากหญ้า ซึ่งย่อมไม่ขาวสะอาดบริสุทธิ์เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ที่สำคัญคือประชาธิปไตยไม่เคยมาจากทหาร อำมาตย์ อภิสิทธิ์ชน หรือ “พี่เลี้ยง”

นอก จากปัญหาที่มาจากการเมือง “ต่อสาย” ขององค์กร เอ็นจีโอ ที่กล่าวถึงไปแล้ว การปฏิเสธ “การเมือง” หรือการไม่สนใจว่ารัฐบาลจะมีเบื้องหลังอย่างไร เปิดโอกาสให้มีกลุ่มผู้ฉวยโอกาส ที่เข้ามา “หากิน” ในขบวนการภาคประชาชนและ เอ็นจีโอ โดยที่กลุ่มดังกล่าวสามารถเปลี่ยนจุดยืนเพื่อร่วมมือกับใครก็ได้ ถ้ามีเงินทุนเข้ามาสนับสนุนการทำงานของเขา ตัวอย่างที่ดีคือ กลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP) ที่มี ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ และ นัสเซอร์ ยีหมะ เป็นเจ้าหน้าที่ อีกตัวอย่างคือ องค์กร YPD หรือ “ขบวนการเยาวชนก้าวหน้าเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย” ที่มี เมธา มาสขาว เป็นประธาน ในกรณีหลังนี้ YPD มัก จะสร้างภาพว่าเป็นขบวนการเพื่อสังคมนิยมและประชาธิปไตย เพื่อรับทุนต่างประเทศมาทำกิจกรรมหรือเดินทางไปประชุมที่ประเทศอื่น แต่ในรูปธรรม YPD ไม่ได้ออกมาต่อต้านเผด็จการของอำมาตย์ และใกล้ชิดกับเสื้อเหลืองมากกว่าเสื้อแดง

กลุ่มเพื่อนประชาชน เคยสร้างภาพว่าเป็นกลุ่ม “สังคมนิยม” และเคยสร้างภาพว่าสนับสนุนการต่อสู้ในรูปแบบขบวนการ Zapatista ในเมคซิโกที่ต่อสู้กับรัฐอำมาตย์ แต่ต่อมา กลุ่มเพื่อนประชาชน ก็ไปทำงานกับพันธมิตรฯ และสนับสนุนรัฐประหารของอำมาตย์ที่ทำลายประชาธิปไตย ทั้ง นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ และ นัสเซอร์ ยีหมะ มีส่วนในการบุกเข้าไปปิดสถานีโทรทัศน์ NBT ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยที่กลุ่ม พันธมิตรฯ นี้มีอาวุธปืนและมีด กิจกรรมต่างๆ ของ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ รุ่งเรืองมาเรื่อยๆ จนได้รับตำแหน่งอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐบาลอำมาตย์ กลุ่มเพื่อนประชาชน นี้ ในอดีตเคยได้ทุนจากองค์กรให้ทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อจัดการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน งาน “สภาประชาชน” และการเคลื่อนไหวโดยทั่วไปของ เอ็นจีโอ

กลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP) ไม่ใช่ตัวอย่างของ เอ็นจีโอ แต่เป็นกลุ่มอันธพาลที่หากินกับ เอ็นจีโอ ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ เคยโทรศัพท์เข้ามือถือของผู้เขียนในยามดึก เพื่อข่มขู่ว่าจะทำร้ายตัว และ นัสเซอร์ ยีหมะ เคยโกหกต่อที่ประชุมเตรียมงานสมัชชาสังคมไทยว่า องค์กรชาวนาสากล Via Campesina “ไม่สนับสนุนขบวนการสมัชชาสังคมโลก(World Social Forum) ทั้งนี้เพราะ เขาและ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ไม่พอใจที่ กลุ่มเพื่อนประชาชน จะไม่ได้บทบาทหลักเป็นผู้ประสานงานสมัชชาสังคมไทย ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินทุนในการทำงาน

สรุปแล้ว เราสามารถฟันธงได้ว่า ณ บัดนี้ เอ็นจีโอ และเครือข่าย “ภาคประชาชน” เก่าในไทย หมดสภาพของการเป็น ขบวนการภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม คนที่รักประชาธิปไตยและอยู่เคียงข้างคนจนในไทย ไม่สามารถทำงานกับ เอ็นจีโอ กระแสหลักเหล่านี้ได้ จนกว่าจะมีการทบทวนบทบาทและเปลี่ยนทิศทางการทำงานโดยสิ้นเชิง

เราต้องเน้นคำว่า “เอ็นจีโอกระแสหลัก” เพราะเราจะพบว่ามี เอ็นจีโอ รุ่นใหม่บางคน ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย ที่คัดค้านรัฐประหาร พันธมิตรฯ และอำมาตย์มาตลอด และคนอย่าง สมบัติ บุญงามอนงค์<!--[if !supportFootnotes]-->[23]<!--[endif]--> ก็ชอบพูดว่าตนเองเป็น “เอ็นจีโอ” อีกด้วย

บทเรียนสำคัญจากช่วงประวัติศาสตร์นี้คือ

  1. ประเด็น เรื่องแหล่งทุนสำหรับ เอ็นจีโอ โดยเฉพาะทุนที่มาจากรัฐ (หรือธนาคารโลก) สร้างปัญหา เพราะเป็นแรงจูงใจให้ เอ็นจีโอ เลิกวิจารณ์รัฐ หันมาร่วมมือกับรัฐ และเลิกวิจารณ์แนวกลไกตลาดเสรีของกลุ่มทุนใหญ่ตามแนวธนาคารโลก
  2. การเมือง “ต่อสาย” ลอบบี้ ของ เอ็นจีโอ เสี่ยงต่อพฤติกรรมการฉวยโอกาส ทำงานกับใครก็ได้ เพื่อผลตอบแทนทางการเมือง จนในที่สุดองค์กรเหล่านี้อาจไม่มีจุดยืนและอุดมการณ์ประชาธิปไตยหลงเหลือ อยู่เลย
  3. การหันหลังให้ “การเมือง” และ “ทฤษฏีการเมือง” และการรับแนวอนาธิปไตย ทำให้ เอ็นจีโอ วิเคราะห์ปัญหายากๆ ไม่ค่อยได้ และไม่ยอมแลกเปลี่ยนเรื่องการเมืองภายในองค์กรอย่างจริงจัง เสี่ยงต่อการเลือกข้างทรราช
  4. มวลชนคนเสื้อแดง เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นความหวังในการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ของไทย

<!--[if !supportFootnotes]-->

<!--[endif]-->

<!--[if !supportFootnotes]-->[1]<!--[endif]--> กรณียกเว้นคือ Thai Labour Campaign http://www.thailabour.org โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย และ เอ็นจีโอรุ่นใหม่กลุ่มเล็กๆ ซึ่งคัดค้านรัฐประหารและมีจุดยืนปกป้องประชาธิปไตยมาตลอด

<!--[if !supportFootnotes]-->[2]<!--[endif]--> คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน

<!--[if !supportFootnotes]-->[3]<!--[endif]--> ประชาไท 23 มีนาคม ๒๕๔๙ www.prachatai.com .

<!--[if !supportFootnotes]-->[4]<!--[endif]--> จอน เคยเขียนบทความที่ส่งออกทางอีเมล์ว่าเขา “สองจิตสองใจ” เรื่องรัฐประหาร คือทั้งชอบและไม่ชอบ

<!--[if !supportFootnotes]-->[7]<!--[endif]--> ประชาไท พฤษภาคม มิถุนายน และกันยายน ๒๕๕๑, 13,15 & 23 เมษายน ๒๕๕๒. www.prachatai.com .

<!--[if !supportFootnotes]-->[8]<!--[endif]--> แถลงการณ์ กปอพช. ๒๐ พ.ค. ๒๕๕๓

<!--[if !supportFootnotes]-->[10]<!--[endif]--> ดู ใจ อึ๊งภากรณ์ และ นุ่มนวล ยัพราช บรรณาธิการ (๒๕๔๗) “รื้อฟื้นการต่อสู้ ซ้ายเก่าสู่ซ้ายใหม่ไทยสำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน บทที่ ๒ และ ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ (๒๕๔๙) ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในไทย สำนักพิมพ์ประชาธิปไตยแรงงาน บทที่ ๑ และ ๒

<!--[if !supportFootnotes]-->[11]<!--[endif]--> การเมืองแบบนี้มาจากการที่นักเอ็นจีโอไม่มีอำนาจที่มาจากองค์กรมวลชน ดู Ana Margarida Esteves, Sara Motta & Laurence Cox (2009) "Civil society versus social movements” (editorial) Interface: a journal for and about social movements 1 (2): 1 - 21 (November 2009).

<!--[if !supportFootnotes]-->[12]<!--[endif]--> ดู ตัวอย่างใน Somchai Pataratananun (2006) Civil Society and Democratization. Social Movements in Northeast Thailand. NIAS press. p. 84.

<!--[if !supportFootnotes]-->[13]<!--[endif]--> Shinichi Shigetomi, Kasian Tejapira & Apichart Thongyou, Contributing editors (2004) The NGO way: Perspectives and Experiences from Thailand. Institute of Developing Economies, Japan External Trade Organization, Chiba, Japan. p.49

<!--[if !supportFootnotes]-->[14]<!--[endif]--> ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ (๒๕๔๙) อ้างแล้ว Chris Nineham (2006) Anti-capitalism, social forums and the return of politics. International Socialism 109, U.K.

<!--[if !supportFootnotes]-->[15]<!--[endif]--> ดู ประภาส ปิ่นตบแต่ง (๒๕๔๑) "การเมืองบนท้องถนน 99 วันสมัชชาคนจนฯ" มหาวิทยาลัยเกริก และ D. Morland & J. Carter (2004) Anarchism and Democracy. In: M.J. Todd & G. Taylor (eds) Democracy and participation. Merlin Press, U.K.

<!--[if !supportFootnotes]-->[16]<!--[endif]--> แต่สหภาพแรงงานและพรรคที่เป็นเผด็จการก็มี

<!--[if !supportFootnotes]-->[17]<!--[endif]--> Chanida Chitbundid, Chaithawat Thulathon & Thanapol Eawsakul (2004) The Thai Monarchy and NGOs. In Shinichi Shigetomi,Kasian Tejapira & Apichart Thongyou, Contributing editors (2004) The NGO way: Perspectives and Experiences from Thailand. Institute of Developing Economies, Japan External Trade Organization, Chiba, Japan. pp.131-137.

<!--[if !supportFootnotes]-->[18]<!--[endif]--> ยุกติ มุกดาวิจิตร (๒๕๔๘) “อ่านวัฒนธรรมชุมชน:วาทศิลป์และการเมืองของชาติพันธ์นิพนธ์แนววัฒนธรรมชุมชน” สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

<!--[if !supportFootnotes]-->[20]<!--[endif]--> ดู ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และคณะ (2541) แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนชาวนาในประเทศไทย ใน ทฤษฏีและแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนชาวนา วิถีทรศน์ ชุดภูมิปัญญา #7 แต่อย่างไรก็ตามในหนังสือเล่มนี้ ฉัตรทิพย์ พยายามเชื่อมกับแนวคิดของกษัตริย์ และในหนังสือ สังสิต พิริยะรังสรรค์ (๒๕๔๑) “เศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเอง ปรัชญา ฐานะ และอนาคตกรมการปกครอง จะเห็นว่ามีการเชื่อมกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ และกรมการปกครอง

<!--[if !supportFootnotes]-->[21]<!--[endif]--> ดู Bruce Missingham (2003) The Assembly of the Poor in Thailand. Silkworm Books. ซึ่งแหลมคมกว่า ประภาส ปิ่นตบแต่ง (๒๕๔๑) อ้างแล้ว (อาจเป็นเพราะ อ. ประภาส ใกล้ชิดกับสมัชชาคนจนมาก เลยไม่อยากวิจารณ์)

<!--[if !supportFootnotes]-->[22]<!--[endif]--> อดีตผู้นำแรงงานที่ไปเป็นแกนนำพันธมิตรฯ

<!--[if !supportFootnotes]-->[23]<!--[endif]--> บก. ลายจุดและผู้ริเริ่มงาน “วันอาทิตย์สีแดง”

http://redthaisocialist.com/2011-01-20-12-39-38/112-2011-02-28-16-44-45.html

 





วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วิดีโอ แหล่เจ้าการะเกด







YouTube ศูนย์ช่วยเหลือ | ตัวเลือกอีเมล | รายงานสแปม

MrPrainn เพิ่งอัปโหลดวิดีโอ:
พี่น้องผองเพื่อนศิลปินฝ่ายประชาธิปไตย
มาร่วมให้กำลังใจขับกล่อมบทเพลง
เนื่องในงานครบรอบ 9 เดือนทหารฆ่าประชาชน
ณ ลานอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธื 2554
 

© 2011 YouTube, LLC
901 Cherry Ave, San Bruno, CA 94066





วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รายงานเอ็กซ์คลูซีฟจากรอยเตอร์: หลักฐานบ่งชี้ว่าทหารไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในความตายของพลเรือน

วันเสาร์, ธันวาคม 11, 2010

รายงานเอ็กซ์คลูซีฟจากรอยเตอร์: หลักฐานบ่งชี้ว่าทหารไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในความตายของพลเรือน

ภัควดี ไม่มีนามสกุล แปลจาก Jason Szep and Ambika Ahuja, “Exclusive: Probe reveals Thai troops' role in civilian deaths,” Reuters; http://www.reuters.com/article/idUSTRE6B90OR20101210?pageNumber=1
ที่มา ประชาไท
11 ธันวาคม 2553

กรุงเทพฯ (รอยเตอร์) – รอยเตอร์ได้เห็นเอกสารทางการไทยที่รั่วไหลออกมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า กองทัพไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารชีวิตพลเรือนระหว่างเกิดความไม่สงบทาง การเมืองในกรุงเทพฯ เมื่อกลางปีนี้ ถึงแม้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่ยอมรับก็ตาม

การสอบสวนเบื้องต้น ของรัฐต่อความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ได้ข้อสรุปว่า กองกำลังพิเศษของไทย ซึ่งวางกำลังอยู่บนรางรถไฟฟ้ายกระดับ ได้ยิงลงไปในบริเวณวัดที่มีผู้ประท้วงหลายพันคนเข้าไปหลบภัยในวันที่ 19 พฤษภาคม

การสอบสวนนี้พบว่า ประชาชน 3 ใน 6 คนที่ถูกยิงตายในวัดน่าจะเสียชีวิตจากกระสุนของกองทหาร ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับแถลงการณ์ของกองทัพไทย ซึ่งออกมาปฏิเสธว่าทหารไม่มีส่วนรับผิดชอบในการสังหารที่วัด

รายงาน นี้กล่าวว่า ยังไม่มีหลักฐานมากเพียงพอที่จะสรุปว่า ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายของประชาชนอีกสามคนในวัดนั้น แต่รายงานระบุว่า เหยื่อทั้งหกรายถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง

“มี ข้อเท็จจริง หลักฐานและปากคำพยานมากเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า การเสียชีวิต (ทั้งสามราย) เป็นผลมาจากปฏิบัติการของกองกำลังด้านความมั่นคงที่กำลังปฏิบัติหน้าที่” ผู้สอบสวนระบุไว้เช่นนี้ โดยแนะนำให้ตำรวจสืบสวนเกี่ยวกับการเสียชีวิตต่อไป

เมื่อ รอยเตอร์ตั้งคำถามเกี่ยวกับเอกสารที่รั่วไหลออกมานี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ได้ปฏิเสธว่าเอกสารนี้ไม่ใช่เอกสารจริง แต่กล่าวว่า การสอบสวนยังไม่สมบูรณ์และกำลังพยายามเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น

“ขั้นตอนต่อไปจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางศาล ดังนั้น เราจึงไม่ควรตื่นตูมไปกับข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์” เขากล่าว

ผล การสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษของไทย (ดีเอสไอ) น่าจะยิ่งกระตุ้นขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาลของ “คนเสื้อแดง” ที่ท้าทายความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งออกมากล่าวโทษเมื่อเดือนมิถุนายนว่า การเสียชีวิตในวัดเกิดจากกลุ่มคนติดอาวุธในหมู่ผู้ประท้วงด้วยกันเอง

วัด ปทุมวนาราม ซึ่งเป็นวัดพุทธศาสนา ถูกประกาศให้เป็น “เขตอภัยทาน” สำหรับผู้หญิง เด็ก คนชราและผู้พิการ ประชาชนหลายพันคนหนีเข้าไปหลบในวัดในวันที่ 19 พฤษภาคม เมื่อกองทัพใช้กำลังเข้าสลายผู้ประท้วงที่ยึดพื้นที่ในย่านการค้าใกล้เคียง

จากการสอบสวนของดีเอสไอ พยานหลายคนรายงานถึงสภาพปั่นป่วนนอกวัด เมื่อเสียงปืนดังรัวขึ้นและพลเรือนพากันหนีออกจากย่านช้อปปิ้ง

พยาน คนหนึ่งกล่าวว่า เขาเห็นทหารยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าด้านบน และยิงลงไปในเต๊นท์พยาบาลภายในบริเวณวัด ซึ่งพยาบาลอาสากำลังดูแลพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บ มีพยาบาลอาสาสองคนเสียชีวิต

มีประชาชนถูกฆ่าตาย 91 ราย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1,800 ราย ระหว่างเกิดความไม่สงบในเดือนเมษายนและพฤษภาคม อาคารกว่า 30 แห่งถูกไฟไหม้ นี่เป็นความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ช่างภาพของรอยเตอร์น่าจะถูกทหารยิงเสียชีวิต

ดี เอสไอกำลังสอบสวนการตายทั้งหมด 89 รายที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลไทยยังไม่ยอมเปิดเผยผลการสอบสวนใด ๆ ต่อสาธารณะ แม้จะมีแรงกดดันจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนก็ตาม

ผลการสอบสวนที่ตกมาถึงรอย เตอร์มีอยู่ในรายงานสองฉบับของดีเอสไอ ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับการยิงที่วัดและอีกฉบับเกี่ยวกับการตายของช่างภาพรอย เตอร์ นายฮิโระ มุราโมโตะ ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน

มุราโมโตะ ชาวญี่ปุ่นวัย 43 ปีผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในโตเกียว ถูกสังหารด้วยกระสุนความเร็วสูงยิงเข้าที่หน้าอก ขณะกำลังทำข่าวการประท้วงในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ

รายงานอ้างพยาน คนหนึ่งซึ่งกล่าวว่า มุราโมโตะล้มลงพร้อมกับกระสุนที่ยิงมาจากทิศทางของทหาร รัฐบาลไทยยังไม่ยอมเปิดเผยรายงานเกี่ยวกับการตายของเขาต่อสาธารณะ ถึงแม้มีแรงกดดันทางการทูตจากญี่ปุ่นอย่างมาก

หัวหน้าบรรณาธิการของรอยเตอร์ นายเดวิด ชเลซิงเงอร์ เรียกร้องให้เผยแพร่รายงานฉบับเต็มต่อสาธารณะทันที

“รัฐบาล ไทยยังติดค้างครอบครัวของฮิโระ รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างไรและใครคือผู้รับผิดชอบ” ชเลซิงเงอร์กล่าวในแถลงการณ์

รายละเอียดของเหตุการณ์ที่ทหารยิงใส่ พลเรือนอาจกระพือความโกรธแค้นของประชาชน และกระตุ้นกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยได้รับเลือกตั้งถึงสองครั้งและปัจจุบันต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ทักษิณ ชินวัตรเรียกร้องให้นานาชาติเข้าไปสอบสวนความรุนแรงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม รวมทั้งความตายอันน่ากังขาในวัดด้วย

พยานคนหนึ่ง ซึ่งซ่อนอยู่ใต้รถยนต์ที่วัด ให้การว่า เขาถูกระดมยิงถึง 4 หรือ 5 ครั้งจากกลุ่มชายในชุดลายพราง ซึ่งยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้ายกระดับ

เขา ถูกยิงนัดหนึ่งและได้รับความช่วยเหลือจากพระสงฆ์รูปหนึ่ง การชันสูตรพลิกศพพบว่า กระสุนที่พบในศพ 4 รายจาก 6 รายในวัด เป็นลูกกระสุนชนิดเดียวกับที่ทหารบนรางรถไฟฟ้าให้การว่าใช้เป็นอาวุธ มีประชาชนได้รับบาดเจ็บที่วัดเป็นจำนวนที่ไม่ทราบแน่นอน

“ความลับของทางการ”

คำ ให้การของทหารที่อ้างในรายงานของดีเอสไอระบุว่า พวกเขายิงเตือนไปที่วัดและถูกยิงตอบโต้จากกลุ่มชายชุดดำที่อยู่ข้างล่างและ จากผู้มีอาวุธปืนอีกคนหนึ่งในวัด ทหารกล่าวว่า พวกเขายิงคุ้มกันให้กองทหารบนพื้นดิน ซึ่งร้องขอกำลังสนับสนุน

นายธา ริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ดีเอสไอได้สรุปผลการสอบสวนเบื้องต้นและส่งต่อผลการสอบสวนนี้ให้กรมตำรวจ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยเนื้อหาต่อสาธารณชน

“รายงานการสอบสวนนี้เป็น ประเด็นที่อ่อนไหวต่อการถกเถียงหรือการยืนยันความถูกต้อง” เขากล่าว “มันเป็นความลับของทางการ การยืนยันความถูกต้องของรายงานที่ส่งไปถึงกรมตำรวจอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของ ประชาชนที่มีรายชื่ออยู่ในนั้น”

เขาไม่ยืนยันหรือปฏิเสธความถูกต้อง ของเอกสารสองฉบับที่ตกมาถึงรอยเตอร์ แต่กล่าวว่า จากนี้ตำรวจจะสอบสวนคดีของประชาชนสามรายที่เชื่อว่าถูกทหารฆ่าตายในวัด รวมทั้งประชาชนคนอื่นอีกสามรายที่มีความเป็นไปได้ว่าถูกทหารยิงเสียชีวิต ซึ่งรวมถึงนายมุราโมโตะด้วย

ผลการสอบสวนของกรมตำรวจจะถูกส่งไปให้ดีเอสไอและสำนักงานอัยการ

ถ้า การสอบสวนพบว่าทหารมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพลเรือน ครอบครัวของผู้เสียชีวิตสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่รัฐบาลก็สามารถอ้างได้ว่า การยิงนั้นเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

(รายงานข่าวเพิ่มเติมโดย Andrew Marshall จากสิงคโปร์; บรรณาธิกรณ์โดย Andrew Marshall และ John Chalmers)

หมายเหตุผู้แปล: ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊กที่แนะนำข่าวนี้